การทำสมาธิภาวนาถึงชีวิตมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐ

บทนำ

หัวข้อสนทนาธรรมในเย็นวันนี้คือการทำสมาธิในแนวทางวิปัสสนา ธรรมปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพื่อให้รอดปลอดภัยและดีงามและบำเพ็ญเพียรสู่โพธิจิต มีวิธีการ 3 ขั้นตอนด้วยกันดังนี้

  • เราต้องฟังธรรมคำสั่งสอน
  • นำธรรมคำสั่งสอนที่ได้ยินได้ฟังนั้นมาคิดพิจารณาให้แยบคาย
  • และต้องฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาในคำสอนนั้น

ทุกคนต่างเห็นด้วยตามขั้นตอนการฝึกปฏิบัติดังกล่าว คำสอนพุทธศาสนาในที่นี้เป็นคำสอนที่เป็นมาตรฐาน 

ทำจิตใจให้เกิดความสงบ

ทำจิตใจให้เกิดความสงบโดยให้กำหนดอยู่ที่ลมหายใจจนกว่าลมหายใจจะละเอียดแผ่วเบา บางคนเชื่อว่าเป็นเนื้อหาสมาธิในแนวทางสมถะ แต่การทำจิตใจให้สงบนั่นเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นของวิธีการสามขั้นตอนทั้งหมด เราต้องทำจิตใจให้เกิดความสงบเสียก่อนก่อนที่จะฟังธรรมคำสอน ทำจิตใจให้เกิดความสงบเสียก่อนที่จะคิดพิจารณาคำสอน เราต้องทำจิตใจให้เกิดความสงบเสียก่อนก่อนที่จะทำสมาธิภาวนา ดังนั้นการกำหนดอยู่ที่ลมหายใจช่วยได้ การทำใจให้เกิดความสงบยังไม่ได้นำเราสู่สภาวะสมาธิในสมถะ และแน่นอนครับว่ามันยังไม่อาจกำจัดสาเหตุของปัญหาไปได้ (ถึงแม้มันจะช่วยให้จิตเรามีกำลังชัดเจนคมชัดไม่สัดส่ายช่วยจัดการแก้ปัญหาได้) 

แน่นอนครับว่าภาวะที่จิตสงบนิ่งเพราะเราใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์กำหนดทำให้จิตสงบนิ่ง แต่การใช้ลมหายใจเพื่อให้เกิดความสงบนั้นยังไม่นำเราไปสู่สภาวะสมาธิในสมถะแต่อย่างใด อันที่จริงแล้วหากพิจารณาให้ถี่ถ้วน คำสอนที่ว่าการใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์กำหนดให้จิตเกิดสมาธิเต็มที่นั้นเป็นคำสอนพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท การกำหนดลมหายใจเป็นการรับรู้ทางอายตนะอย่างหนึ่ง เป็นอายตนะทางกาย ในคำสอนฝ่ายมหายานซึ่งมีพุทธศาสนาธิเบตเป็นหนึ่งในนั้น การจะเกิดสมาธิโดยสมบูรณ์อาศัยการรับรู้ทางจิตเพียงอย่างเดียวไม่ผ่านการรับรู้ทางอายตนะทางกายใดๆ 

ดังนั้นเมื่อเรามองดูการทำสมาธิภาวนาตามแนวทางพุทธศาสนาธิเบต เราต้องไปให้เหนือกว่าการทำจิตใจให้สงบนิ่งโดยใช้ลมหายใจเป็นตัวกำหนดเพื่อเกิดสมาธิจิต วิธีการนั้นเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นเท่านั้น 

การฟัง 

ตอนนี้เราต้องฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า คิดพิจารณาคำสอนและทำสมาธิภาวนาถึงคำสอนนั้น เราเกิดสมาธิในวิปัสสนาตระหนักรู้เข้าใจแจ่มแจ้งถึงสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงได้ทั้ง 3 ขั้นตอน (ปกติแล้วใช้คำแปลว่า ปัญญา แต่คำว่าปัญญาเป็นคำที่คลุมเคลืออย่างมาก) อันดับแรกเราต้องแยกให้ได้ เราเรียกว่า “การกำหนดพิจารณารู้ได้” เหมือนกับการเห็นภาพ การรับรู้ระหว่างอายตนะภายนอกและภายในเพื่อให้เกิดการรับรู้ที่ลึกซึ้ง จะเห็นได้ดีได้ชัดเจนนั้น เราต้องสามารถเห็นถึงขนาดรูปร่างและสีผิวของใบหน้าคนๆหนึ่งจากผนังหรือกำแพง นั่นคือขั้นแรก คือการกำหนดพิจารณาแยกประเภทให้ได้เสียก่อน ต่อมาคือปัญญาคือรู้เข้าใจเห็นแจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ตัดสินได้ว่า “มันคือสิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งนั้น” นั่นคือความหมายของสมาธิในวิปัสสนาที่รู้เข้าใจเห็นแจ้งได้ (อย่างที่พูดไป คำนี้มักแปลว่าปัญญา แต่คำว่าปัญญาไม่ได้สื่อความหมายจริงๆของคำที่เรากำลังพูดถึงกัน) 

การได้ยินได้ฟังคำสอนสิ่งที่ได้รับคือความรู้เข้าใจเห็นแจ้งสภาวะสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอันเกิดจากการได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแยบคาย นั่นหมายถึงว่าเราสามารถเห็นว่าคำสอนใดเป็นธรรมคำสอนในพุทธศาสนาและคำสอนใดไม่ใช่ (ไม่ใช่คำสอนพุทธศาสนา) เรารู้ตัดสินได้ว่า “นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า” การจะเรียนรู้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดีนั้น เราต้องรู้ตัดสินได้ดีว่าคำสอนนี้เป็นคำสอนพระพุทธเจ้า ใช่หรือเปล่าครับ 

ดังนั้นในขั้นนี้สิ่งที่เราเรียนรู้คือเรื่องของพระธรรมคำสอน แต่เรายังไม่รู้ว่ามันมีความหมายอย่างไรกันแน่ ตัวอย่างเช่น ชีวิตของข้าพเจ้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์มีค่าแสนประเสริฐ คำสอนนี้เราก็รู้ได้แม้ไม่ใช่คำสอนของพุทธศาสนา และเราคิดว่าคำสอนนี้เป็นความจริงเพราะเราเคารพกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้า แต่จริงๆแล้วเราไม่เข้าใจความหมายนั้นเอาเลย เรารู้แต่เพียงว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่พูดว่าชีวิตมนุษยไร้ค่าไม่มีเป้าหมายหรือเป็นชีวิตที่ไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ เรารู้เพียงว่า “โอเค คำสอนของพุทธศาสนากล่าวไว้ว่าชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นมีค่าแสนประเสริฐ” 

การคิดพิจารณา

ตอนนี้เราก้าวมาอีกขั้นหนึ่งคือการคิดพิจารณาถึงคำสอนเพื่อรู้และเข้าใจ ในที่นี้คือการคิดพิจารณาถึงคำนิยามที่ว่าชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนมีค่า มันมีความหมายอย่างไร ทำไมชีวิตถึงมีค่า มีเหตุผลประการใด ถ้าเราเข้าใจถึงเหตุผลนั้น เราก็จะเข้าใจคำสอนได้ดี ใช่หรือเปล่าครับ ดังนั้นเราต้องคิดพิจารณาเรื่องนี้ ต้องเข้าใจถึงลักษณะทั้ง 18 ประการของชีวิตมนุษย์ที่มีค่า ตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้าไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน เราไม่ได้มองกันในประเด็นทางชีววิทยาที่ว่าเราไม่ใช่พืชแต่เป็นสัตว์ เราไม่พูดในเหตุผลนั้น มนุษย์คือบุคคลผู้รู้พิจารณาได้ว่าอะไรคือคุณประโยชน์อะไรคือโทษในระยะยาว มีความรู้ความเข้าใจ และสื่อสารได้ 

ดังนั้นเราต้องเข้าใจเรื่องที่ว่าฉันไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมีความหมายอย่างไร เราต้องเข้าใจถึงข้ออ้างของเหตุผลและเชื่อว่ามันสามารถพิสูจน์ข้อสมมุติฐานนั้นได้ ข้อสมมุติฐานในที่นี้มีว่าการเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมีค่าแสนประเสริฐเพราะสามารถประพฤติปฏิบัติธรรมและรู้เข้าใจธรรมได้ เราจะมาพิสูจน์สมมุติฐานนี้กัน การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่สัตว์มีคุณค่าต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมและรู้เข้าใจธรรมได้ และมาถึงบทที่ว่าสัตว์เดรัจฉาน ข้าพเจ้าอาจตกอยู่ภายใต้อิทธิพลสัญชาตญาณของสัตว์ สัญชาตญาณของสัตว์คืออะไร การล่าและการฆ่าทำลาย ทำตัวเหมือนสุนัขที่เห่าคำรามหากมีใครล่วงล้ำเข้ามาที่สนามเพราะมันหวงแหนเขตแดนของมัน และผสมพันธุ์กับตัวอื่นทันทีหากติดสัตว์ เราคือมนุษย์ที่มีความเป็นสัตว์อยู่ส่วนหนึ่ง เรามักขาดกำลังหรือมีกำลังอ่อนแอที่จะพิจารณารู้ได้ว่าอะไรมีคุณประโยชน์อะไรมีโทษภัยในระยะยาว แน่นอนครับว่าในระยะสั้นเรามองเห็นได้ เราวิ่งหนีสิงโตเพราะการวิ่งหนีมันช่วยได้ดี แต่ในระยะยาวแล้วมันอาจที่จะดูไม่ออกว่าอะไรคือคุณอะไรคือโทษ ดังนั้นหากเราทำตัวเป็นแบบนี้คือทำตัวเหมือนสัตว์ก็ยากที่จะปฏิบัติธรรมได้ 

ท่านต้องคิดถึงเรื่องนี้และพยายามคิดตามว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร เราพยายามที่จะคิดพิจารณาว่าการเป็นสัตว์มันมีข้อด้อยข้อเสียเปรียบอย่างไร ถ้าหากว่าตัวข้าพเจ้ามีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์อยู่เรื่อย คือสัญชาตญาณที่รุนแรงมากคือการล่า ลองดูตัวอย่างแมวที่ไล่จับแมลงหรือหนูเป็นตัวอย่าง มันไม่ได้จับเพื่อกินเป็นอาหาร แต่มันจับแค่เอามาทรมาณเล่นเพียงเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้ามีสัญชาตญาณแรกของแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงแบบนั้น เมื่อเห็นอะไรเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยบนพื้น ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรกับตัวเองดีเมื่อเกิดสัญชาตญาณโดยอัตโนมัติทันทีทันใดที่มากล้นแบบนั้น

จริงๆแล้วการหมั่นสังเกตพฤติกรรมของตนเองเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เราเห็นแมลงหรือแมลงสาบหรือยุงอยู่ในห้อง เราก็ทำตัวเหมือนกับจะไปออกสนามรบ สวมหมวกกันน็อค สะพายปืนไรเฟิลออกไปล่าสัตว์ข้างนอก เราทำสมาธิไม่ได้เอาเลย ทำอะไรไม่ได้เลยสักกะอย่างจนกว่าจะจับเหยื่อและฆ่าเหยื่อนั้นให้ตายเสียก่อน จะทำสมาธิหรือเรียนหนังสือก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้เอาเลยจนกว่าจะฆ่าสัตว์ให้ตายก่อน เหมือนกับที่เคยพูดเอาไว้ว่าเราทำเรื่องตลกไร้สาระ เช่นว่าหยุดกิจกรรมทุกอย่างในชีวิต เมื่อเราเห็นหรือจับได้ว่าตนเองทำแบบนั้น เรามีความคิดที่ว่าสวมหมวกกันน็อคออกไปป่าซาฟารีเพื่อล่าสัตว์ และเราจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของเรามันช่างเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี และถึงแม้ว่าเราจะยังคงพยายามไล่ยุงออกจากห้อง อย่างน้อยความคิดเราเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยในสิ่งที่ทำ เราไม่ใช่เป็นเพียงสัตว์ในการไล่ล่านั้น 

และเช่นดียวกันที่ว่าถ้าหากเราเกิดเป็นสัตว์และถูกไล่บี้ไล่ฆ่าจากสัตว์ตัวอื่นที่ทำร้ายเราได้ทุกเวลา เราต้องเฝ้าระวังตัวอยู่ทุกเวลา จนตื่นตระหนกตลอดเวลาไม่อาจทำใจให้สงบลงได้ หรือเกิดสมาธิเพื่อการศึกษาเล่าเรียน 

ดังนั้นแล้ว เราทำตัวเป็นเหมือนสัตว์เช่นเดียวกันทั้งพฤติกรรมทางเพศ การหวงเขตแดนและอื่นๆ จะเห็นได้ว่านี่คือสัญชาตญาณที่โดดเด่นและรุนแรงมาก เลยทำให้ความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติไปได้ช้าและยากลำบากมาก 

หรือถ้าเราต้องแบกของหนักมากอยู่บนบ่าอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่อินเดียที่วัวต้องแบกบรรทุกของหนักมาก (และถูกลงแส้ตลอด) การจะประพฤติปฏิบัติธรรมก็เป็นไปได้ยากมาก ดังนั้นเมื่อเราคิดตัวอย่างเช่นนี้โดยเฉพาะการเกิดมาเป็นสัตว์ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ และเราต้องเข้าใจถึงการเชื่อมโยงเปรียบเทียบในบริบทวัฒนธรรมสังคมอินเดียสมัยโบราณ อย่าไปคิดถึงเจ้าสุนัขพันธุ์บัมบี้หรือพูเดิ้ลในบ้านเศรษฐีคนรวย ให้เราคิดถึงแมลงสาบ สุนัขจรจัดข้างถนน หรือสัตว์ที่ถูกใช้ทำงานตรากตำ 

ดังนั้นเราได้เห็นชัดเจนแล้วในที่นี้และเข้าใจว่าเราไม่เป็นเช่นนั้น เรามีอิสรภาพจากสิ่งนี้ เนื่องจากเรามีอิสระเสรีภาพจากสิ่งนี้ เราจึงมีโอกาสและเสรีภาพในการประพฤติปฏิบัติธรรม ดังนั้นข้าพเจ้ามีชีวิตเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐ 

ขอให้เราใช้เวลาสักครู่เพื่อทำในขั้นตอนนี้ เราจำได้ว่าเรากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่เมื่อเราพูดถึงสัตว์ และเราเข้าใจว่าเรามีอิสรภาพจากชีวิตของสัตว์ คือ เรามีโอกาสในการประพฤติปฏิบัติธรรม 

ดังนั้นเราเห็นแล้วว่าเราไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจสัญชาตญาณของสัตว์ที่กำหนดควบคุมโดยสิ้นเชิง 

  • ฉันไม่ต้องไปวิ่งไล่ตะครุบสิ่งเล็กๆที่เคลื่อนไหวบนพื้น
  • ฉันไม่ต้องเห่าขู่คำรามเลียนแบบเหมือนสัตว์ตัวอื่นและทำพฤติกรรมตามพวกมัน
  • ฉันไม่ต้องกระโจนเข้าหาใส่สัตว์ตัวอื่น เหมือนกับว่าหากเกิดชอบพอสัตว์ตัวนั้นต้องวิ่งกระโจนเข้าหา 

ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะมีสัญชาตญาณแห่งความเป็นสัตว์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาให้เห็นประจักษ์ ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ กำหนดพิจารณารู้แยกแยะได้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ดังนั้นด้วยเหตุผลนี้ชีวิตข้าพเจ้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้จึงมีค่าและนั่นคือเป้าหมายของชีวิต เป้าหมายนั้นได้แก่ความสามารถในการศึกษาเล่าเรียนและประพฤติปฏิบัติธรรมได้ ไม่ใช่ว่าชีวิตมนุษย์มีค่าเพราะทำงานหาเงินได้มาก 

ดังนั้นในขั้นนี้เราจะทำอะไรดี คิดพิจารณาธรรมะ เราจะเข้าใจธรรมไม่ใช่เข้าใจถ้อยคำเพียงเท่านั้น นั้นมันในขั้นเริ่มแรกเท่านั้น แต่เราต้องอาศัยลักษณะแบบอย่างของชีวิตมนุษย์ที่มีค่าและเหตุการณ์หรือสถานการณ์เฉพาะ รวมทั้งใช้วิธีการอ้างเหตุผล เราจะเกิดความเข้าใจโดยใช้วิธีการอนุมาน การอนุมานหมายถึงการหาเหตุผลโดยใช้ความรู้พื้นฐานเรื่องนี้เป็นข้ออ้างจนสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเราเกิดความรู้ความเข้าใจเห็นแจ้งที่เกิดจากกระบวนการคิดหาเหตุผลตามตรรกวิทยา โดยเกิดความคิดความรู้หรือข้อสรุปใหม่ที่มีสาระไม่ใช่ไร้สาระ ดังนั้นในที่นี้ความคิดหรือข้อสรุปใหม่ที่มีสาระได้แก่ “ข้าพเจ้ามีชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐเพราะมีอิสรภาพหลุดพ้นจากสภาวะความเป็นสัตว์เดรัจฉาน” มันชัดเจน มันเห็นได้ มันแยกให้เห็นแจ้งจากเหตุผลอื่นและจากข้อจำกัดความที่ขาดความชัดเจนและอื่นๆ ช่วยให้รู้ตัดสินใจในเรื่องนั้นได้ดี 

เราลองมาดูที่เรื่องวิปัสสนาหรือการตระหนักรู้เข้าใจเห็นแจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง “ข้าพเจ้ามีชีวิตเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐเพราะมีอิสรภาพหลุดพ้นจากสภาวะความเป็นสัตว์เดรัจฉาน” เรามุ่งสนใจกับความเข้าใจนั้น จริงๆแล้วการจัดอันดับควรจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ตรงข้าม “ฉันเป็นอิสระจากความเป็นสัตว์ ดังนั้นชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์จึงมีคุณค่า” หรือในความหมายหนึ่ง เราหาเหตุผลโดยใช้ความรู้หรือเหตุผลในเรื่องหนึ่งนำมาเป็นข้ออ้างจนสามารถนำไปสู่ข้อสรุป และก็หาเหตุผลแบบนี้อีกจากความรู้หรือเหตุผลที่ได้มา 

ดังนั้นท่านจะเห็นแล้วว่ามีความแตกต่างอย่างมากระหว่าง 2 ขั้นตอนแรกนี้ คือ ระหว่างการฟังและการคิดพิจารณา ความรู้ความเข้าใจเห็นแจ้งที่เกิดขึ้นจากการฟังและการคิดนั้นแตกต่างกัน 

  • ข้อแรก “ฉันเกิดเป็นมนุษย์ที่ชีวิตมีค่าแสนประเสริฐ” ท่านรู้ได้ว่านั่นเป็นคำสอนในพุทธศาสนา ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย แต่เราเพียงคิดเดาเอาว่ามันเป็นความจริง ไม่รู้จริงๆว่าเพราะอะไรชีวิตมนุษย์มีค่า เราไม่เข้าใจความหมายของมันจริงๆสักเท่าใดนัก 
  • แต่ในข้อสอง เรารู้ชีวิตมนุษย์มีค่าแสนประเสริฐมีความหมายว่าอย่างไรที่แท้จริง เรารู้ว่าทำไมชีวิตเราจึงมีค่าเช่นนั้น (เหตุผลมันให้มาแบบนั้น) และเรารู้ว่าถึงจุดประสงค์ว่าเพราะอะไรชีวิตถึงมีค่า (มันมีค่าเพราะมนุษย์ประพฤติปฏิบัติธรรมได้) แทนที่จะคิดเดาเอาว่ามันจริงแม้ว่ายังไม่เกิดความเข้าใจ เราสามารถหาข้อสรุปลงได้ว่ามันสมเหตุสมผลเพราะการใช้เหตุผลแบบอนุมาน หมายถึงว่าเราได้คำตอบจากการหาเหตุผลโดยใช้ความรู้เรื่องหนึ่งนำมาเป็นข้ออ้างจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเห็นแจ้งในเรื่องนั้นที่ว่าชีวิตมนุษย์มีค่า จนเราเกิดความแน่ใจศรัทธาเชื่อมั่นว่า “ชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นช่างมีค่าแสนประเสริฐเพราะเหตุผลข้อนั้นจึงมาเป็นข้อนี้ และเอามาใช้ถึงเป้าหมายนั้นสู่เป้าหมายนี้” 

การโต้วาทีทางธรรม

ธรรมโต้วาทีในที่นี้นับว่ามีประโยชน์อย่างมากเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธา เพราะการโต้วาทีช่วยให้เราขจัดความลังเลสงสัยที่ไม่อาจตัดสินใจได้ หรือความคิดที่ยังไม่ชัดเจน เราจะมีความชัดเจนไม่เกิดความลังเลสงสัย ไม่ลังเลใจ ฉันมีหรือไม่มี ความหมายอันนี้หรือว่าความหมายอันนั้น เพราะว่าคนอื่นจะพบช่องโหว่ข้อบกพร่องในการคิดของเราได้ง่ายกว่าที่เราจะเห็นได้ด้วยตัวเอง ถ้าท่านได้แต่นั่งลงและตรวจสอบความคิดของท่าน มันง่ายที่จะลงสรุปว่า “โอ้ เอาแค่นี้ก็พอแล้ว” คนอื่นจะเห็นข้อผิดพลาดและช่องโหว่ในความคิดของเราได้ดีกว่า พวกเขาจะใช้ความเพียรพยายามและความกระตือรือร้นมากกว่าเรามาก บางครั้งในระหว่างธรรมโต้วาที อารมณ์ท่านจะมาถึงจุดที่ว่า “พอแล้วๆ ปล่อยให้ฉันอยู่ตามลำพังคนเดียว” ถ้าท่านทำสมาธิด้วยตัวเอง แน่นอนว่าท่านคงจะเลิกทำไปนานแล้ว ดังนั้นด้วยเหตุผลนี้พุทธศาสนาธิเบตเน้นอย่างมากถึงวิธีการธรรมโต้วาที เพื่อต้องการช่วยให้เราเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นไม่ลังเลสงสัยในความรู้ความเข้าใจนั้น

 สมาธิในวิปัสสนา ความสามารถแยกประเภทตามลักษณะ 

นั่นคือการคิดพิจารณาไตร่ตรองถึงคำสอน เราต้องทำสมาธิถึงคำสอนนั้น ข้าพเจ้าหมายถึงว่าโดย ปกติคนมักคิดว่าขั้นที่สองคือการทำสมาธิ แต่จริงๆแล้วคือการคิดพิจารณาไตร่ตรองคำสอนนั้นการทำสมาธิเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เหนือออกไป แต่แน่นอนครับว่าเราไม่อาจทำสมาธิได้ถ้าเรายังไม่คิดพิจารณาไตร่ตรองคำสอนในขั้นตอนที่สองนั้นเสียก่อน ยกเว้นว่าท่านเข้าใจในคำสอนนั้นดีและเชื่อมั่นว่ามันเป็นคำสอนที่ถูกต้อง หาไม่แล้วท่านจะยังทำสมาธิกับคำสอนนั้นยังไม่ได้ ท่านต้องเกิดความเข้าใจในสิ่งๆนั้นก่อนและเชื่อมั่นว่ามันไม่เป็นจริง แต่เรากำลังพูดถึงความรู้ความเข้าใจเชื่อมั่นว่ามันถูกต้องเพราะว่าการทำสมาธิเป็นก้าวขั้นในการบูรณาการความรู้ความเข้าใจและความศรัทธาเชื่อมั่นนี้ทั้งหมด โดยนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเรา

ดังนั้น อันดับแรกเราทำสมาธิในวิปัสสนา ข้าพเจ้าชอบใช้คำว่า “สมาธิความตั้งมั่นแห่งจิตที่สามารถแยกประเภทตามลักษณะ กำหนดพิจารณาสิ่งต่างๆ” และหลังจากนั้นก็เป็นสมาธิในสมถะคือภาวะที่จิตสงบนิ่งจับที่อารมณ์อันเดียว สมาธิทั้งสองนี้ช่วยในการบูรณาการคำสอนให้สมบูรณ์และช่วยให้เข้าใจคำสอนดียิ่งขึ้น สำหรับวิปัสสนาสมาธิที่จิตแยกแยะประเภทตามลักษณะนั้นได้ เราใช้เจตสิกหรืออาการและคุณสมบัติของจิตทั้งสองเป็นตัวสำคัญ (เราเน้นถึงเรื่องนี้ แน่นอนครับว่ามี มีเจตสิกอื่นอีกมากมายที่เราจำเป็นต้องนำมาใช้ เช่น ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว และเจตสิกข้ออื่นๆ) ข้าพเจ้าชอบใช้คำแปลเจตสิกทั้งสองว่า ความตรึกอารมณ์เป็นการเห็นแบบหยาบ (rtog-pa) และความตรองอารมณ์เห็นแบบละเอียด (dpyod-pa) ในบางบริบท คำทั้งสองนี้หมายถึง  “การตรวจ” และ “การตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วน”  

เราจะเข้าใจได้อย่างไรถึงเจตสิกทั้งสองนั้น ลองใช้ตัวอย่างของการตรวจแก้ไขงานตำราหนังสือ ลองดูงานที่คุณเขียนเอาไว้หรือใครก็ได้เขียนเอาไว้ ดูสิว่ามีข้อผิดไหม ตอนแรกก็ตรวจดูอย่างคร่าวๆก่อนและเราก็จะมาตรวจดูว่ามีข้อผิดในหน้าที่พิมพ์ไหม ตรวจดูคร่าวๆ หลังจากนั้นให้ตรวจคัดกรองให้ดีและตรวจค้นในรายละเอียดเฉพาะ เห็นความแตกต่างไหมครับ นั่นคือการตรวจสืบหาเป็นการตรวจแบบคร่าวๆยังไม่ละเอียดนัก และต่อมาตรวจตราให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกที นั่นก็คือการเห็นจากการใคร่ครวญอย่างละเอียดลึกซึ้งว่าเกิดอะไรขึ้น 

ดังนั้น สำหรับสมาธิในวิปัสสนาหรือสมาธิที่กำหนดพิจารณาเห็นได้ถึงชีวิตมนุษย์ที่มีค่า เราจะทำอะไรอย่างไรดี เราทำสมาธิตั้งมั่นถึงตัวเราและค้นหาและตรวจตราค้นหาให้ละเอียดถี่ถ้วนว่าเราไม่มีบุคลิกลักษณะของความเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ในตัว ดังนั้นเราดูอย่างคร่าวๆและตรวจดูถึงเสรีภาพที่เรามีเพราะไม่มีความเป็นสัตว์เหลืออยู่ เราเห็นอะไรครับจาการตรวจตราดู เราเห็นว่าเราเรียนรู้ได้ เราสื่อสารได้ และทำกิจต่างๆที่ดีและประเสริฐกว่าสัตว์ ถูกต้องไหมครับ ดังนั้นก็ขอให้ทำต่อไป และให้ท่านดูที่พฤติกรรมของบุคคล ไม่ใช่ตัดสินดูจากเพียงคำพูดถ้อยคำ เราทำขั้นที่สอง คำเหล่านี้มีความหมาย จำได้ไหม เราตรวจพบว่า

  • ฉันเรียนรู้ได้ 
  • ฉันสื่อสารได้ 
  • ฉันทำกิจต่างๆที่ดีและประเสริฐกว่าสัตว์ 

เราตรวจพบเห็นว่าเรามีเสรีภาพในขณะที่สัตว์ไม่มี และเราเห็นอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเห็นว่าถึงแม้ว่าเราอาจจะทำบางอย่างเหมือนสัตว์ไปบ้างในบางครั้ง เช่น มีพฤติกรรมทางเพศไปเที่ยวราตรีในสถานบันเทิงดิสโก้ ไปตามจีบคนที่เราชอบใจแต่ยังไม่รู้จักดี และมีความสัมพันธ์ทางเพศเพียงช่วงข้ามคืนกับคนแปลกหน้า เราไม่ควรทำตัวแบบนั้น เรารู้พิจารณาแลเห็นได้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนได้ ดังนั้นเราเพ่งพิจารณาไปที่ตัวเองให้รู้เห็นชัดว่าเราไม่ได้เป็นสัตว์ ความประพฤติและการกระทำของเรามีอะไรดีๆอีกมากมาย

ไม่ว่าเราจะพิจารณาดูในเรื่องที่เราเที่ยวออกไปหาคู่นอนหรือมองหาไล่ล่ายุงหรือแมลงสาบในบ้าน หรือไม่ว่าอะไรก็ตาม เราพยายามเห็นได้ว่า “ฉันอาจจะทำตัวแบบนั้น แต่จริงๆแล้วไม่ได้ถูกบังคับต้องทำสิ่งนั้นเลย ฉันมีทางเลือก ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น ฉันเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ต้องเห่าเหมือนกับสุนัข ถ้ามีใครมาบอกว่าฉันต้องแต่งตัวแบบนี้ เสื้อผ้าต้องยาวเท่านี้ไม่ยาวเท่านั้น ต้องไว้ผมทรงนี้ไม่ใช่ทรงนั้น หรือต้องร้องเพลงนี้ไม่ใช่เพลงนั้น เราไม่จำเป็นต้องทำตามแบบนั้น เราไม่ใช่สัตว์ ท่านรู้ดีว่าตัวอื่นเห่าและเราก็เห่าตาม” ลองดูตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกว่า เมื่อทุกคนร้องตระโกนเรียกหา “สงคราม สงคราม สงคราม” เราไม่ต้องร้องตะโกนตามเขา “สงคราม สงคราม” เหมือนกับคนอื่นเขาหรอก เราไม่ใช่สัตว์ที่ต้องเห่าหอนตามตัวอื่น 

ดังนั้นเราเห็นได้ละเอียดชัดว่า “จริงๆแล้วฉันไม่ได้เป็นสัตว์” จงทำแบบนั้น เราไม่ใช่สัตว์ที่จะต้องนั่งคอยนายของมันอยู่อย่างนั้นเพื่อให้นายของมันบอกว่า “ไปเอากระดูกมาให้หน่อย” เราคิดพิจารณาเองได้ 

ขอให้มีความตรึกนึกคิดและความตรองพิจารณาใคร่ครวญตรวจสอบทั้งสองอย่างนี้ให้ได้ โดยเฉพาะข้อความตรองพิจารณาคือการแลเห็นได้ว่าเราไม่ได้เป็นสัตว์ มาดูกันที่การหาเหตุผลอีกครั้งหนึ่ง

  • ถ้าเราเป็นสัตว์ เราคงไม่อาจประพฤติปฏิบัติธรรมได้เต็มที่
  • เรามีเสรีภาพได้เพราะไม่ได้เป็นสัตว์ 
  • ดังนั้นเราเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ชีวิตมีค่าแสนประเสริฐเพราะประพฤติปฏิบัติธรรมได้

เราทำสมาธิตั้งมั่นถึงความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการหาเหตุผลเชิงอนุมาน และจดจ่อพินิจถึงตัวเราเองว่าชีวิตของเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นมีค่าแสนประเสริฐ 

ขอให้จงทำเช่นนั้น

  • ถ้าเราเป็นสัตว์ เราคงไม่อาจประพฤติปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ 
  • เรามีเสรีภาพเพราะไม่ได้เป็นสัตว์ ฉันพิจารณาแลเห็นได้ 
  • ดังนั้นเราเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐ
  • เห็นว่าเรามีชีวิตที่มีค่าแสนประเสริฐเพราะเกิดมาเป็นมนุษย์โดยใช้วิธีการอนุมาน 

เพราะว่าเป็นเรื่องที่เราพิจารณาเห็นแจ้ง รู้แยกประเภทตามลักษณะได้จึงเรียกว่าสมาธิที่รู้เข้าใจเห็นแจ้ง อย่างที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า ปกติจะใช้คำแปลว่า การทำสมาธิฝึกอบรมจิตใจในแนวทางวิเคราะห์แยกแยะ การการใช้คำว่าวิเคราะห์แยกแยะดูจะไม่เข้าใจความหมายดีเท่าไร และที่นี้เราพิจารณารู้เห็นได้แจ่มแจ้งเพราะจากการทำสมาธิภาวนา เราเกิดความชัดเจนเพราะว่าเราเห็นแล้วว่าชีวิตมนุษย์นั้นแสนมีค่าเพราะเหตุผลข้อนี้จึงได้เหตุผลนั้นเป็นข้อสรุป เราเห็นได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เราเห็นว่าเรามีเหตุผลในเรื่องนี้และเรื่องนั้นจริงๆ

สมาธิในสมถะ 

สมาธิภาวนามีสองระดับ วิปัสสนาภาวนาและสมถภาวนา สำหรับสมถภาวนา เราเพียงแต่ทำจิตให้สงบนิ่งจับอยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกในความคิดว่าชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์มีค่าแสนประเสริฐ แต่เรายังไม่รู้เข้าใจแจ่มแจ้งถึงรายละเอียดดีว่าเพราะอะไรชีวิตมนุษย์มีค่าแสนประเสริฐ คำที่เป็นกุญแจสำคัญในที่นี้คือ การรู้แจ้งโดยตนเอง เพราะยังไม่ได้เห็นชัดรู้แจ้งโดยตนเอง ดังนั้น “เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เกิดเป็นสัตว์” และ “ถ้าข้าพเจ้าเกิดเป็นสัตว์ ก็คงจะปฏิบัติสมาธิภาวนาไม่ได้” ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือทำจิตให้สงบโดยจดจ่อรับรู้อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกที่ว่าชีวิตมนุษย์มีค่าแสนประเสริฐ อารมณ์ความรู้สึกในที่นี้หมายถึงความศรัทธาเชื่อมั่น เราเชื่อถึงสิ่งนั้นจริงๆ เราจึงทำสมาธิให้จิตสงบนิ่งจับที่อารมณ์นั้น แต่เราก็ยังไม่อาจรู้เห็นแจ้งในรายละเอียดดี เป็นเพียงความศรัทธาเชื่อมั่นและเป็นอารมณ์ที่ผูกติดกับความคิดที่ว่าชีวิตมนุษย์มีค่าแสนประเสริฐ แต่แน่นอนครับว่าการฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนานี้เป็นบาทฐานอันดีต่อความรู้ความเข้าใจของเราถึงชีวิตมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐจนกระทั่งในที่สุดเราสามารถเห็นแจ้งรู้จริงด้วยตนเองตามนั้น 

เราลองมาฝึกปฏิบัติกันดู

สมภภาวนานี้ช่วยเรากำจัดถอดถอนข้อบกพร่องของตน เช่น ข้อเสียของเราที่มักปล่อยเวลาให้สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ สมถภาวนายังช่วยฝึกพัฒนาอบรมจิตใจให้เกิดคุณสมบัติที่ดีโดยตระหนักรู้ว่าชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนมีค่า เราจึงใช้โอกาสที่ดีนี้ในการศึกษาปฏิบัติธรรม เมื่อเราเข้าใจดีแล้ว ก็สามารถนำนำความรู้และการปฏิบัติมาใช้บูรณาการได้จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในเพราะสาเหตุของปัญหาได้ถูกขจัดจบสิ้นลง และเราได้พัฒนาคุณสมบัติที่ดีของตนให้เจริญยิ่งขึ้นไป

เราสามารถเอาเรื่องนี้นำมาเปรียบเทียบได้กับการนั่งทำสมาธิให้จิตสงบนิ่งเฉยๆโดยปราศจากความเข้าใจใดๆเลย วิธีการนั้นอาจช่วยให้จิตใจเราสงบลงได้เหมือนกับว่าเรานอนหลับได้เพราะทานยานอนหลับ แต่สาเหตุปัญหาก็ยังคงอยู่ ยังไม่ถูกกำจัดให้จบสิ้นลง แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราทำจิตให้สงบโดยกำหนดจับอยู่ที่ลมหายใจด้วยปัญญาพิจารณารู้เข้าใจเห็นแจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง คือ ความไม่จีรังยั่งยืน ความเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ไม่มีอะไรคงทนถาวรเป็นสารัตถะแม้กระทั่งตัวเราที่เป็นผู้กำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่นี้ หรือเราที่เป็นผู้เฝ้าสังเกตเหตุการณ์ ถ้าทำตามนั้นได้ ก็จะสามารถกำจัดสาเหตุปัญหาทั้งปวงของตนได้ 

การกำหนดพิจารณาเห็นแยกแยะสิ่งทั้งหลายได้เป็นเรื่องสำคัญมากๆเพราะเป็นเหมือนว่าเรามีธรรมเป็นเป้าหมายแล้ว สาเหตุของปัญหาต่างๆจะถูกกำจัดแก้ไขลงไปจนเราสามารถเห็นศักยภาพของตนและคุณสมบัติที่ดีงามของตนได้ในท้ายสุด 

ความรู้ที่เกิดจากพุทธิปัญญา สหัชญาณการหยั่งรู้ภายใน และความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึก 

ข้าพเจ้าให้ข้อสังเกตว่าทั้งสมาธิในวิปัสสนาและสมาธิในสมถะเป็นเรื่องของมโนทัศน์หรือความคิด สมาธิภาวนาทั้งสองที่ได้อธิบายมาเกิดขึ้นจากกระบวนการรับรู้ผ่านทางมโนทัศน์หรือความคิด สื่อว่าชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนมีค่า นั่นคือความหมายของมโนทัศน์ที่สื่อผ่านทางความคิด สมาธิในวิปัสสนาสามารถใช้วิธีการหาเหตุผลจากข้ออ้างมาสู่ข้อสรุปได้ แต่สมาธิในสมถะไม่อาจใช้วิธีการอ้างเหตุผลและสู่ข้อสรุปแบบนั้นได้ ถึงอย่างไรก็ตามสมาธิภาวนาทั้ง 2 แบบนั้นก็ยังเป็นการฝึกอบรมจิตใจจดจ่อถึงเรื่องชีวิตมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐผ่านทางความคิดว่าชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์มีค่ามีความหมายแท้จริงอย่างไร ดังนั้นความคิดเป็นเสมือนตัวแทน เป็นตัวแทนในเรื่องอะไรเล่า ก็เป็นตัวแทนว่าชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์มีค่าอย่างไร ไม่ว่าเราจะนำเสนอความคิดนั้นผ่านทางถ้อยคำ ภาษา ภาพลักษณ์ หรือนำเสนอผ่านทางอารมณ์ความรู้สึก ความหมายของมันก็ยังถูกนำเสนอผ่านจากตัวแทนอยู่ดี ไม่ว่าตัวแทนนั้นจะสื่อแสดงออกทางภาษาคำพูด ภาพลักษณ์ หรืออารมณ์ความรู้สึก

ข้าพเจ้านำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพราะว่าบ่อยครั้งเราเกิดความสับสนอย่างมากในการทำความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องสมาธิหรือกระบวนการฝึกอบรมจิตใจตามแนวทางพุทธศาสนา เพราะเรานำคำศัพท์คำนิยามจากตะวันตกซึ่งเป็นคนละระบบกับพุทธศาสนาเอามาใช้เพื่อทำความเข้าใจธรรมนั้น บ่อยครั้งศัพท์แสงที่ใช้ในตะวันตกนั้นแบ่งแยกระหว่างกระบวนการขั้นตอนพุทธิปัญญาหรือการใช้เหตุผลของความคิดหรือตรรกะผ่านทางภาษาถ้อยคำกับกระบวนการขั้นตอนสหัชญาณหรือการหยั่งรู้ภายในให้แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเราจะมาลองดูว่าพุทธศาสนาพูดหรือวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง 

  • ถ้าเราใช้ภาษาถ้อยคำเป็นตัวแทนนำเสนอหรือเป็นสื่อแสดงออกความคิด ขั้นตอนนี้เรียกว่าพุทธิปัญญา 
  • ในขณะที่เราใช้อารมณ์ความรู้สึกหรือภาพลักษณ์เป็นตัวแทนนำเสนอ เราเรียกขั้นตอนที่ใช้ภาพ อารมณ์ความรู้สึกสื่อแสดงออกความหมายว่าการหยั่งรู้ภายในหรือสหัชญาณ  

แต่ให้สังเกตว่าไม่ว่าเราจะใช้อะไรเป็นตัวแทนสื่อแสดง เช่นอาจใช้ภาษาถ้อยคำ หรือภาพลักษณ์หรืออารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่เราใช้เพื่อนำเสนอนั้นอาจเป็นการนำเสนอทั้งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็เป็นได้ เพราะทั้งสองเป็นเรื่องมโนทัศน์ความคิดอันเกิดจากขั้นตอนพุทธิปัญญาหรือขั้นตอนการหยั่งรู้ภายใน ทั้งสองเป็นมโนทัศน์ความคิด เราต้องมีสัมมาทิฏฐิมีความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้ภาษาถ้อยคำที่ถูกต้อง ในอารมณ์ความรู้สึกที่ดีงาม หรือในภาพลักษณ์ที่สื่อแสดงความหมายออกมา พวกเราตามกันทันไหมครับ

ยิ่งไปกว่านั้น การจะมีความรู้ความเข้าใจได้ดีนั้น เราต้องมีความศรัทธาเชื่อมั่นสิ่งนั้นเสียก่อน และปฏิบัติฝึกฝนอบรมด้วยความเชื่อศรัทธาที่มั่นคง ความเชื่อมั่นศรัทธา ข้าพเจ้าคิดว่าในตะวันตกเรียกว่าความรู้หรือการหยั่งรู้ที่เกิดจากภายใน เป็นความรู้ที่ไม่ได้เกิดจากกระบวนการใช้เหตุผล แต่เกิดขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึกที่ดีงาม เช่น ความรู้สึกชื่นชมเห็นคุณค่า เราเห็นคุณค่าในการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าและยากเย็น ในตะวันตกเรากล่าวว่าเราชื่นชมซาบซึ้งประทับใจ 

นั่นคือเหตุผลที่ว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับครูอาจารย์ทางธรรมทำได้ 2 วิธี ให้ทำสมาธิในข้อนั้นๆ ข้อแรกทำสมาธิให้จิตตั้งมั่นถึงความศรัทธาเชื่อมั่นในคุณสมบัติของครูอาจารย์ ข้อสองทำสมาธิให้จิตตั้งมั่นถึงความซาบซึ้งบุญคุณในความเมตตาของครูอาจารย์ท่าน ดังนั้นเรามีความเชื่อมั่นและเกิดความซาบซึ้งประทับใจ เมื่อเรามีคุณสมบัติทั้งสองนี้ ไม่ว่าความรู้ความเข้าใจจะเกิดขึ้นมาจากการใช้ภาษาถ้อยคำหรือเกิดจากอารมณ์ความรู้สึกมันไม่สำคัญ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ดังนั้นมันไม่สำคัญว่าเราจะใช้วิธีทางพุทธิปัญญาในการใช้ตรรกะเหตุผลหรือญานทัศนะการหยั่งรู้ภายในตามศาสตร์การวิเคาระห์ตามแนวทางตะวันตก ตามใดที่เราเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นและเข้าอกเข้าใจในเรื่องนั้นและมีความชื่นชมเห็นคุณค่า เมื่อนั้นเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในด้วยตนเอง แต่ขอให้จำไว้เสมอว่า ตราบใดที่เรายังคงวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร การเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ได้เกิดขึ้นเป็นขั้นๆหรือเป็นระบบขึ้นไป มันขึ้นๆลงๆไม่ใช่ว่าจะดีขึ้นไปเรื่อยๆทุกวัน แต่ในระยะยาวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มันขึ้นๆลงๆในแต่ละวันแต่ละชั่วโมง 

ขอให้จำไว้ให้ดีว่าเมื่อเราพยายามที่จะใช้วิธีการหยั่งรู้เพื่อเข้าถึงความจริงหรือใช้วิธีอื่นๆที่เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก เรายังต้องใช้การหาเหตุผลทางตรรกะเพื่อเกิดความรู้ความเข้าใจและความศรัทธาเชื่อมั่น มิเช่นนั้นแล้วเราเกิดความรู้สึกบางอย่าง แต่มันอาจคลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างมาก และเราไม่อาจเข้าใจในความหมายนั้นได้ดีพอ แต่ถ้าเราเลือกใช้วิธีการหาเหตุผล ถ้าเราพิจารณาเห็นแยกแยะสิ่งต่างๆจนเกิดความกระจ่างแจ้งด้วยตัวเอง เราเกิดความเข้าใจมัน เกิดความศรัทธาเชื่อมั่น เรารู้คำนิยาม เรารู้เห็นได้ด้วยตนเอง และถ้าเราเป็นประเภทผู้มีจริตในการใช้เหตุผลความคิด เราก็สามารถใช้ภาษาหรือคำสื่อแสดงความหมาย หรือว่าถ้าเราเป็นประเภทใช้วิธีการหยั่งรู้ภายใน หรือมีจริตใช้อารมณ์ความรู้สึกหรือภาพในการสื่อแสดงออกถึงความหมาย มันไม่สำคัญหรอกครับ วิธีการทั้งสองใช้ได้ผลทั้งนั้น ทั้งสองวิธีและทั้งสองแนวทางเป็นเพียงมโนทัศน์เท่านั้น แต่การรับรู้ของเราที่เกิดขึ้นโดยตรง รับรู้โดยตรงไม่ผ่านการรับรู้ในขบวนการทางความคิดหรือมโนทัศน์ใดๆนั้นนับว่ายากมาก เหมือนกับว่ารับรู้บางสิ่ง เช่น รับรู้ว่าชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ของเรานั้นมีค่าแสนประเสริฐ เป็นการรับรู้โดยตรงไม่ผ่านความคิดหรือมโนทัศน์ใดๆ การรู้เห็นโดยตรงที่อยู่เหนือความคิดมโนทัศน์ใดๆนั้นยากมากครับ

ดังนั้นถ้าเราชัดเจนเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ว่าเราเองเป็นผู้มีจริตแบบไหน จัดอยู่ในกลุ่มประเภทพุทธิปัญญาที่ใช้เหตุผล หรือในกลุ่มประเภทหยั่งรู้ภายใน แต่ถ้าต้องการให้การปฏิบัติเจริญก้าวหน้า เราต้องผ่านขั้นตอนการรับรู้ที่ถูกต้องนี้ ท่านได้ยินได้ฟังเรื่องบางเรื่อง คิดเข้าใจเอาว่ามันถูกต้อง หลังจากนั้นท่านต้องทำความเข้าใจ กำหนดพิจารณาเห็นแยกแยะจนเกิดความเข้าใจรู้แจ้งเห็นชัด มีความเข้าใจจากการใช้เหตุผลเชิงอนุมานและจดจ่อกับมัน นั่นเป็นขั้นตอนของความเจริญก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติโดยผ่านกระบวนการการฟัง การคิดพิจารณาใคร่ครวญ และการตั้งมั่นแห่งจิตเพื่อฝึกอบรมจิตใจเรียกว่าการทำสมาธิ นั่นคือความหมายของสมาธิในแนวทางวิปัสสนา 

คงใช้เวลาสักระยะหนึ่ง บางทีท่านอาจเคยได้ยินเรื่องนี้มา ท่านต้องคิดพิจารณาไตร่ตรองเรื่องนี้เสียก่อน บางทีก่อนหน้านั้นท่านอาจเข้าใจยังไม่ละเอียดดีนักถึงความหมายสมาธิในแนวทางวิปัสสนา ตอนนี้ท่านได้ฟังการสนทนาที่ละเอียดลึกซึ้งถึงเรื่องวิปัสสนาสมาธิขึ้นบ้างเล็กน้อย ดังนั้นท่านต้องคิดทบทวนถึงเรื่องนี้ ค่อยๆทำไปไม่ต้องรีบ

คำถาม  

ข้าพเจ้าเข้าใจถึงความสำคัญของการทำสมาธิภาวนาในแนวทางวิปัสสนาและเข้าใจอีกว่าวิปัสสนาภาวนานี้เกี่ยวข้องกับครูอาจารย์ทางธรรมอย่างไร แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจคือทำไมเราถึงได้รับคำบอกกล่าวว่าไม่ให้ตั้งคำถามสงสัยถึงครูอาจารย์ท่านเหล่านั้นด้วย เราต้องรับเอาในสิ่งที่ท่านพูดและทำทุกเรื่องโดยปราศจากข้อสงสัยหรือคำถามใดๆ 

นั่นไม่ใช่ธรรมคำสอนที่แท้จริงนะครับ ในประเด็นทางวินัยที่เกี่ยวกับศีลหรือการควบคุมความประพฤติ ถ้ามีครูอาจารย์ประพฤติปฏิบัติขัดต่อศีลหรือพระธรรมวินัยหรือขัดต่อการสมาทานศีลแล้วละก้อ เราสามารถชี้ให้ท่านเห็นได้เลยครับ เราไม่จำเป็นต้องทำตาม ถ้าครูหรืออาจารย์ให้เราทำในสิ่งที่ขัดต่อคำสอนเรื่องศีลและธรรมวินัย ท่านปฏิเสธไปได้เลยครับ 

และถ้าไปดูคำสอนที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระสูตรและตันตระ ถ้ามีครูหรืออาจารย์สอนไม่ตรงกับคำสอน เราสามารถสอบถามได้ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจคำสอนนั้นสิ่งที่ท่านสอนมันขัดกับสิ่งที่ท่านเคยสอนมาก่อน ขอให้ท่านหรือพระอาจารย์ช่วยอธิบายให้ละเอียดมากกว่านี้หน่อย  “คำสอนของท่านไม่ตรงกับพระคัมภีร์ ท่านช่วยอธิบายให้ละเอียดกว่านี้หน่อย หรือ อื่นๆ เพราะท่านเหล่านั้นอาจเผลอพูดหลุดปาก เหมือนกับคนอื่นๆที่เผลอหลุดปากไป 

ดั่งตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องราวอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เมื่อพระอาจารย์ได้บอกพระพุทธเจ้าและลูกศิษย์ของพระอาจารย์ให้ออกไปลักขโมย พระพุทธเจ้าไม่ได้ออกไปทำตามแบบนั้น พระอาจารย์จึงตั้งคำถามถามพระพุทธองค์ที่เป็นศิษย์ว่าเพราะอะไรจึงไม่ออกไปทำในสิ่งที่อาจารย์สั่งให้ทำ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าการลักขโมยไม่ได้ช่วยอะไรใครได้เลย พระอาจารย์จึงตอบว่า อ้าห้า เจ้าเข้าใจในคำสอน มีเจ้าคนเดียวเท่านั้น 

จากมุมมองของคำสอนตันตระระดับสูง ถ้าเราเห็นความขัดกันในตัวครูอาจารย์และท่านประพฤติปฏิบัติขัดกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา และอีกในหลายๆเรื่อง และเมื่อเราตั้งคำถามถึงตัวครูอาจารย์ท่านและรวมเรื่องอื่นๆ แต่ท่านไม่ยอมรับ ไม่เปลี่ยนแปลงตนเอง ถ้าเราเห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้ในตัวครูอาจารย์ท่าน แม้ว่าเราจะรับการการอภิเษกตันตระจากครูอาจารย์เหล่านั้นแล้วก็ตาม สิ่งที่เราควรทำคือ ถอยออกห่างจากครูอาจารย์ท่านนั้นเสีย ไม่มีความจำเป็นที่จะศึกษาเล่าเรียนกับครูอาจารย์ท่านหรืออยู่กับท่านอีกต่อไป แต่เราไม่ควรจะพูดจานินทาว่ากล่าวอะไรครูท่าน เคารพท่านอยู่ห่างๆ และไม่ควรคิดว่า โอ้ อาจารย์เรานี้แย่จังเลย เราควรซาบซึ้งบุญคุณความรู้ที่ท่านอบรมสั่งสอนเรามา เรื่องอื่นๆนั้นต้องวางเฉยทำใจเป็นกลาง 

ที่ท่านบอกว่าเราไม่ตั้งคำถามมีความหมายว่าอย่างไร เราไม่ตั้งคำถามสงสัยว่าอาจารย์ของเรามีพุทธภาวะหรือไม่ เราไม่ตั้งคำถามสงสัยถึงเรื่องนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไม่ตั้งคำถามถึงคำสอนของท่านหากคำสอนนั้นฟังดูแล้วไม่เหมาะสมไม่สมควร เมื่อดูจากตัวอย่างติโลปะบอกนาโรปะให้ไปกระโดดหน้าผาและนาโรปะทำตามคำสั่งนั้น องค์ดาไลลามะพูดเสมอว่าให้ตรวจสอบให้ดี ติโลปะเป็นคุรุเข้าถึงสภาพธรรมที่ว่าเมื่อท่านกินปลาเป็นๆ ทิ้งก้างปลาบนพื้นดิน เมื่อดีดนิ้ว ปลาตัวที่ถูกกินก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ และนาโรปะเป็นสมภารพหูสูตมากท่านหนึ่งในเวลาขณะนั้น ดังนั้นถ้าครูอาจารย์ของเรามีธรรมระดับเดียวกับติโลปะและเราอยู่ระดับเดียวกับนาโรปะแล้วไซร้ ตัวอย่างจากชีวประวัติของท่านนาโรปะก็ใกล้เคียง แต่ถ้าเราไม่อยู่ในระดับเดียวกันแล้วและครูอาจารย์ของเราก็ไม่อยู่ระดับเดียวกันด้วย นั้นก็เป็นคนละเรื่องกันเลย ดังนั้นเราต้องตรวจสอบอยู่เสมอว่าครูอาจารย์เราทำอะไร สิ่งที่ท่านทำนั้นมันสอดคล้องตรงกับธรรมไหม ครูอาจารย์สอนเรื่องอะไร คำสอนที่ท่านสอนสอดคล้องตรงกับธรรมหรือไม่ เราต้องตรวจสอบตลอดเวลา ถ้าเราไม่รู้ เราต้องทำการตรวจสอบ 

ข้าพเจ้าเพิ่งเริ่มศึกษาคำสอนพุทธศาสนา เข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ที่ศูนย์แหล่งนี้ และแน่นอนที่ว่าอาจเป็นเพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจในธรรมคำสอน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่ามันยาก แต่คำสอนเรื่องการเกิดใหม่และชีวิตในชาติหน้ามันยากเหลือเกินในการทำความเข้าใจ ข้าพเจ้ารู้ว่าคำสอนเรื่องนี้เป็นคำสอนสำคัญมากในพุทธศาสนา ดั่งตัวอย่างเมื่อข้าพเจ้าทำสมาธิถึงชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐ เมื่อได้ปฏิบัติทำสมาธิแล้วจนถึงระดับที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างที่ต้องการ และเห็นว่ามันคือของขวัญที่เป็นไปได้ เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลง ข้าพเจ้ารู้ว่าตนเองต้องใส่ใจในเรื่องการเกิดใหม่ให้มาก ซึ่งเป็นเรื่องยากมากๆ ดังนั้นข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกว่าตนเองจะทำสมาธิถึงชีวิตการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าบ่อยครั้งและลึกซึ้งได้อย่างไรเพราะถ้ายังไม่อาจเข้าใจในชีวิตหน้า การจะเข้าใจถึงชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าก็คงเข้าใจได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ ดังนั้นสำหรับข้าพเจ้าแล้วข้อนี้เป็นทางสองแพร่ง ข้าพเจ้าจะทำความเข้าใจได้อย่างไร 

ข้อสังเกตของคุณดีมากครับ ข้อหนึ่งของการสมาทานตันตระคือ จงเกิดความรู้สึกที่ไม่เต็มอิ่มกับความรู้ความเข้าใจใดๆจนกว่าเราจะเข้าถึงการตรัสรู้โดยสิ้นเชิง นั่นหมายถึงว่าความรู้ความเข้าใจของเราในเรื่องต่างๆรวมทั้งเรื่องที่ว่าชีวิตของมนุษย์มีค่าก็จะละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆตามความเจริญก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติของเรา ดังนั้นถึงแม้ว่าในขณะนี้เราจะเข้าใจดีเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่ แต่ท่านก็ยังต้องไปอีกไกลในธรรมปฏิบัติที่ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อทำความเข้าใจชีวิตมนุษย์ที่มีค่าแสนประเสริฐนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงว่าความรู้ความเข้าใจในขั้นต้นไม่มีประโยชน์ แต่ละขั้นแต่ละระดับมีประโยชน์มีคุณค่าในตัวของมันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจำใส่ใจไว้เสมอว่าความรู้ความเข้าใจในแต่ละระดับเป็นการก้าวไปสู่ความเข้าใจที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น นั่นก็คือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ดีที่สุด 

คำสอนสอนชัดเจนมากว่าอย่าเข้าใจว่าตนเองเข้าใจคำสอนดีเพียงพอแล้ว โอ้ ตอนนี้เข้าใจดีแล้ว ไม่ต้องมาพิจารณาขบคิดถึงว่าชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นมันมีค่าอย่างไรอีกต่อไปแล้ว ถ้าท่านทำอย่างนั้น นับว่ามันผิดพลาดอย่างมาก ต้องศึกษาเล่าเรียนให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป 

เหมือนอย่างที่ท่านอธิบาย เรามนุษย์มีความสามารถที่รู้เห็นแยกแยะได้ เราสามารถเลือกที่จะไม่เห่าหรือไม่ทำสิ่งทั้งหมดอย่างที่ท่านกล่าวมา แต่ถ้าเรามีความสามารถในการรู้แยกแยะได้ นั่นหมายถึงว่าเราจะมีศักยภาพ หากพูดตามนั้น ข้าพเจ้าหมายถึงว่ามันฟังดูเหมือนผิดตรรกะและไม่สอดคล้องเข้ากันที่ว่าเราอาจจะสูญเสียศักยภาพที่จะรู้เห็นแยกแยะได้หากต้องเกิดมาเป็นสัตว์ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นค่ะ  

ท่านต้องแยกให้ดีระหว่างศักยภาพกับความสามารถที่ปรากฏเห็นได้ เด็กๆมีศักยภาพมากมาย เช่นว่ามีศักยภาพที่จะขับรถได้แต่ความสามารถที่ขับรถเป็นยังไม่เกิด หรือในขณะที่เราไม่สบายเจ็บป่วย เรายังคงมีศักยภาพในการคิดให้ชัดเจน หรือทำงานหรือทำกิจอื่นๆได้ แต่ในช่วงที่เจ็บป่วยอยู่นั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้เพราะมีอะไรบางอย่างมาขวางกั้นทำให้ยังทำอะไรไม่ได้ดีพอ ฉันใดก็ฉันนั้นแม้ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ แต่ศักยภาพยังคงมีอยู่ ศักยภาพของพุทธภาวะยังคงมีอยู่ แต่ความสามารถที่ปรากฏเห็นไม่มี (มีความสมารถทำได้แต่น้อยเต็มทีถ้าหากนำมาเปรียบเทียบหากเกิดมาเป็นมนุษย์) 

การอธิษฐานอุทิศตน 

ขอจบการสนทนาธรรมนี้ด้วยการขออธิษฐานอุทิศตน สิ่งสำคัญคือพลังที่ดีงามเป็นพลังทางบวกอันเกิดจากการกระทำที่พวกเราทำกันในวันนี้ ได้แก่ การฟัง การทำสมาธิทำจิตให้ตั้งมั่น และอื่นๆ ถ้าเราไม่ขออธิษฐานอุทิศธรรมปฏิบัติที่เรากระทำกันในที่นี้เพื่อผลแห่งการตรัสรู้แล้ว เราก็ได้แต่เพียงหวังให้ผลบุญที่เกิดขึ้นเพราะธรรมปฏิบัติที่เราทำกันในวันนี้ส่งผลให้เรามีชีวิตดีขึ้นในชาตินี้และชาติหน้า ดั่งตัวอย่างเรารู้สึกยินดีที่เกิดเป็นมนุษย์เพราะสามารถหาเงินได้มาก ดังนั้นการอธิษฐานอุทิศตนเพื่อการปฏิบัติธรรมนี้เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ เรากระทำอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม เราขออธิษฐานแผ่อุทิศผลบุญนี้ว่า “ขอให้ธรรมปฏิบัติของเราเจริญก้าวหน้าละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปจนเราตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์”

Top