ความเมตตาคือบ่อเกิดของความสุข

เป้าหมายของชีวิตคือการดิ้นร้นมีชีวิตเพื่อความสุข

พวกเราอยู่ในที่นี้ พวกเราดำรงอยู่และเราทุกคนมีสิทธ์ในการดำรงอยู่ แม้แต่สัตว์ประเภทที่ไม่มีวิญญาณหรือความรู้แจ้งทางอารมณ์ เช่นดอกไม้ก็มีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่ หากมีสิ่งแปลกปลอมภายนอกที่เป็นอันตรายเข้ามากระทบดอกไม้ ดอกไม้รู้ที่จะแก้ไขซ่อมแซมหรือฟื้นฟูตัวมันเองให้อยู่รอดต่อไปได้ แต่เราเราในฐานะเป็นมนุษย์ รวมทั้งแมลง แม้แต่อมีบาที่เป็นสัตว์เล็กที่สุดก็จัดเป็นสัตว์มีความรู้แจ้งทางอารมณ์ (มนุษย์เป็นสัตว์มีวิญญาณหรือความรู้แจ้งทางอารมณ์ และมีกลไกลมากกว่าสัตว์อื่นๆในการดำรงอยู่เพื่อการอยู่รอด)

ความหมายของคำว่า “sentient being”  คือ เป็นสัตว์ประเภทที่เคลื่อนไหวได้ เพราะมีเจตน์จำนงหรือความอยากและความต้องการ คำนิยามนี้มีที่มาเมื่อครั้งที่อาตมาได้สนทนากับเหล่านักวิทยาศาสตร์  เราเรียกสัตว์เหล่านี้ว่าเป็น ประเภทสัตว์มีวิญญาณ คือมีการรับรู้หรือมีความรู้แจ้งทางอารมณ์  แต่ทว่าความหมายของ Sentient ไม่จำกัดอยู่แค่เป็นสัตว์ที่มีวิญญาณหรือมีความรู้แจ้งทางอารมณ์เท่านั้น  แม้ว่าความหมายนี้จะเป็นคำอธิบายความหมายที่ชัดเจนที่สุดก็ตาม แต่การให้คำนิยามหรือความหมายการรับรู้หรือวิญญาณนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ความหมายของมันเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ แต่ถ้าจะถามต่อว่า แล้วถ้ามนุษย์เราเองขาดหรือไร้การรับรู้ หรือมีการรับรู้เพียงครึ่งเดียว หรือหมดความสามารถในการรับรู้ไปเลย อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นสัตว์ที่ไม่มีวิญญาณหรือความรู้แจ้งทางอารมณ์อย่างนั้นหรือ แล้วพวกแมลงหละ มีวิญญาณไหม อาตมาคิดว่าจะเป็นการดีกว่าที่จะใช้คำว่า “ความสามารถในการรับรู้” มากกว่าจะใช้คำว่าวิญญาณ/ความรู้แจ้งทางอารมณ์

แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่อาตมาต้องการสื่อในที่นี้ก็คือว่า ความสามารถในการรับรู้นั้นมีความหมายว่า สัตว์ประเภทนั้นมีความสามารถในการรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวด ความยินดี ความพึงพอใจ หรือความรู้สึกเฉยๆ จริงๆแล้ว ความยินดี ความพึงพอใจหรือความรู้สึกเจ็บปวด [ความสุขและความทุกข์] เป็นข้อที่เราจำต้องสำรวจให้ลึกลงไปมากกว่านี้ ดังเช่นตัวอย่าง สัตว์ที่มีวิญญาณหรือมีความรู้แจ้งทางอารมรณ์มีสิทธิในการดำรงอยู่ และนั่นหมายถึงว่าสัตว์มีความต้องการในความสุขหรือความสะดวกสบาย เพราะสัตว์เหล่านั้นดิ้นร้นให้มีชีวิตอยู่รอด ดังนั้นแล้ว การเอาตัวรอดของเราตั้งอยู่บนฐานของความหวัง - หวังว่าสิ่งต่างๆจะดีขึ้น หรือมีความสุขความสมหวัง เพราะเหตุนี้ อาตมาจึงสรุปเสมอว่าเป้าหมายของชีวิตคือความสุข ยามที่เรามีความหวังและเกิดความสุข ร่างกายของเราก็รู้สึกดีไปด้วย จึงสรุปได้ว่า ทั้งความหวังและความสุขเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของเรา สุขภาพกายเกิดจากสุขภาพจิตที่ดี

ในทางตรงกันข้าม ความโกรธเกิดจากความรู้สึกหวั่นไหวไม่มั่นคง และความกลัวก็เกิดตามมา เมื่อเราประสบพบสิ่งที่ดี เรารู้สึกถึงความปลอดภัย ครั้นเมื่อเราเกิดความรู้สึกว่าตนเองถูกข่มขู่คุกคาม เราก็เกิดความรู้สึกที่ไม่มั่นคงและโกรธเคือง ความโกรธเกิดจากกลไกการทำงานของจิตที่ปกป้องตนเองจากภัยอันตรายที่มีผลต่อการอยู่รอดของเรา แต่ความโกรธ [ในตัวมันเองแล้วทำให้เรารู้สึกแย่] และท้ายสุดกลับเป็นโทษต่อสุขภาพของเราเอง  

การยึดมั่นถือมั่นเป็นข้อหนึ่งช่วยในการอยู่รอด แม้แต่พืชที่ไม่มีบางด้านของความรู้แจ้งอารมณ์ แต่มีองค์ประกอบทางเคมีในการป้องกันตนเองและช่วยให้เจริญเติบโต ร่างกายของเราในทางกายภาพแล้วก็เหมือนกัน แต่มนุษย์มีข้อดีที่ว่าร่างกายของตนยังเกี่ยวสัมพันธ์กับภาวะทางอารมณ์ ให้เกิดความรู้สึกผูกพันธ์ยึดมั่นกับใครบางคนหรือกับความสุขของตนเอง [ในทางตรงกันข้าม ความโกรธ] กลับก่อให้เกิดอันตราย ผลักเราหนีออกห่างจากสิ่งต่างๆ รวมทั้งความสุขด้วย ในทางกายภาพ ความยินดี ความพึงพอใจ [ที่ให้มีความสุข] มีผลดีต่อร่างกาย ในขณะที่ความโกรธ [นำความทุกข์] กลับเป็นโทษ ดังนั้นแล้ว [ในมุมมองของการอยู่รอดแล้ว] เป้าหมายของชีวิตคือการมีความสุข 

อาตมากำลังพูดถึงมนุษย์ในระดับพื้นฐาน อาตมาไม่ได้พูดถึงเรื่องของศาสนาที่เป็นเรื่องทุติยภูมหรือเรื่องรองแต่อย่างใด จริงอยู่ ศาสนามีข้ออธิบายว่าเป้าหมายชีวิตมีหลายระดับ ในระดับทุติยภูมิเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน ในที่นี้เป็นการดีกว่าที่จะพูดถึงระดับพื้นฐานของมนุษย์

ความสุขคืออะไร

เพราะเป้าหมายของชีวิตคือความสุข และอะไรคือความสุขเล่า บางครั้งความเจ็บปวดทางกายภาพกลับให้ความสุขและความพอใจมากกว่า [เหมือนกับนักกรีฑาหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก] ดังนั้น “ความสุข” จึงมีความหมายถึงความพอใจในระดับลึก เป้าหมายของชีวิตคือความพึงพอใจ 

ความสุข ความโศกเศร้าหรือความทุกข์ สิ่งเหล่านี้มีสองระดับ คือ เกี่ยวกับความรู้สึกทางประสาทสัมผัสและระดับทางจิตใจ ในทางความรู้สึกทางประสาทสัมผัส ปกติพบเห็นอยู่ในสัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็ก แม้แต่แมลง - จำพวกแมลงวัน ในช่วงอากาศหนาวเย็น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แมลงต่างๆต่างมีความสุข บินร่อนเริงร่าอย่างมีความสุข แต่ในห้องที่มีอุณหภูมิเย็น มันบินอย่างเฉื่อยช้า แสดงออกแบบไร้สุข ถ้าสัตว์ประเภทใดมีสมองที่ซับซ้อนแล้ว ยิ่งเกิดความสุขความพอใจในทางประสาทสัมผัสที่มากขึ้นกว่าเดิม สมองของมนุษย์ที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนจึงมีขนาดใหญ่ที่สุดของสมองสัตว์ทั้งหมด เราจึงมีสติปัญญา 

หากพิจารณาตัวอย่างของมนุษย์ที่รู้สึกได้ว่ามีความปลอดภัย ไม่มีภัยคุกคามทางกายใดๆ มนุษย์มีชีวิตที่มีความสุข ความสะดวกสบาย มีเพื่อนที่ดี มีรายได้ดีและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่ถึงกระนั้น หากเราพิจารณาดูเศรษฐีบางคนที่เป็นที่รู้จักดีในสังคม คนเหล่านั้นกลับไม่มีความสุข มีสองสามครั้งได้ที่ อาตมาพบเศรษฐีและผู้มีทรงอิทธิพลบางท่านในทางสังคม ที่ลึกลงไปแล้ว พวกเขาอ้างว้างโดดเดี่ยว มีความเครียดและความวิตกกังวล สภาพจิตใจแล้วคนเหล่านี้มีความทุกข์ 

เรามีสติปัญญาอย่างน่าพิศวง ประสบการณ์ของเราทางจิตใจมีอิทธิพลเหนือกว่าทางกาย ความเจ็บปวดทางกายลดลงหรือดับได้ด้วยใจ อาตมาขอยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ มีครั้งหนึ่งอาตมาป่วยท้องปวดลำไส้อย่างมาก ขณะนั้นอาตมาอยู่ที่รัฐพิหาร ที่เป็นรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย อาตมาเดินทางผ่านเมืองพุทธคยาและนาลันทา อาตมาเห็นเด็กๆยากจนมากมายเต็มไปหมดที่กำลังเก็บขี้ควาย เด็กๆเหล่านั้นไม่มีการศึกษา ไม่มีอะไรเลย อาตมาเศร้าใจมาก และเมื่อเดินทางใกล้ถึงเมืองปัฏนาอันเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร อาตมาปวดหนักและเหงื่อออกมาก อาตมาเห็นชายชราที่กำลังป่วยคนหนึ่ง สวมใส่ผ้าสีขาวที่ดูสกปรกมากๆ ไม่มีใครดูแลเขาเลย เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ คืนนั้นที่ห้องพักในโรงแรม แม้ว่าร่างกายอาตมาจะเจ็บหนัก แต่ใจของอาตมาคิดถึงเด็กๆและคนแก่ที่ป่วยคนนั้น อาการเจ็บของอาตมาก็ค่อยบรรเทาลงเพราะความห่วงใยที่มีต่อคนเหล่านั้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือนักกีฬาที่ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิค คนเหล่านั้นฝึกซ้อมกันอย่างหนัก แม้ว่าจะเจ็บปวดและยากลำบากในขณะฝึกซ้อม แต่คนเหล่านี้กลับปิติสุขในทางใจ ดังนั้นแล้ว ประสบการณ์ทางใจจึงสำคัญกว่าทางกาย จึงกล่าวได้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือความสุขและความพึงพอใจ

สาเหตุของความสุข 

อะไรคือสาเหตุให้เกิดความสุข อาตมาเห็นว่าสุขภาพกายที่ดีไปได้ดีกับใจที่สงบ ไม่ใช่ใจที่วุ่นวายสับสน ดังนั้นใจที่สงบจึงสำคัญมาก ไม่ว่าสถานการณ์หรือสภาวะทางกายภาพจะเป็นอย่างไรก็ตาม ความสงบทางจิตใจสำคัญที่สุด แล้วเราจะทำให้ใจสงบได้อย่างไร 

การทำใจให้สงบโดยการที่ขจัดปัญหาทั้งหมดให้หมดไปคงทำไม่ได้ตามความเป็นจริง แต่จะให้ใจของเราเศร้าหมองแล้วลืมปัญหาทั้งหมดเสียก็ไม่ดีอีก เราจำต้องมองปัญหาให้ชัดเจนแล้วจึงจัดการกับปัญหาเหล่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ประคอง จิตใจให้สงบ นั่นจะเป็นทางให้เราแก้ไขปัญหาได้เพราะมีทัศนคติที่ถูกต้องตามความเป็นจริง 

แต่สำหรับบางคนที่ใช้ยากล่อมประสาท อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะไม่เคยมีประสบการณ์แบบนั้น อาตมาไม่แน่ใจว่าเมื่อใช้ยาประเภทนั้น สติปัญญาของเราจะยังแหลมคมหรือทึ่มทื่อลงไป ที่อาตมาถามแบบนั้นเพราะว่าราวปี 1959 ในขณะที่อาตมาอยู่ที่เมืองมัสโซรี แม่ของอาตมาหรืออาจจะเป็นคนอื่นที่ในขณะนั้นจิตใจกำลังสับสน สภาพจิตเต็มไปด้วยความวิตกกังวล มีปัญหานอนไม่หลับ หมอได้แนะให้ลองใช้ยาบางตัว แต่อาจมีผลต่อใจ คือ ยาทำให้ใจหดหู่ลงไป ในขณะนั้นอาตมาคิดว่าไม่ดีเลย ในแง่หนึ่ง ยาอาจช่วยให้ใจสงบขึ้นมาได้แต่ก็มีผลข้างเคียงคือ ใจเกิดหดหู่ขึ้นมา มันไม่ดีแน่ๆ อาตมาชอบอีกแบบดีกว่า ที่ว่าจิตของเราตื่นตัว ตั้งมั่นพร้อมทำหน้าที่ตลอดเวลา ไม่ใช่จิตที่สลึมสลือหรือวุ่นวายไม่สงบ จิตใจที่สงบนั้นดีที่สุด 

เพราะเรื่องนี้ ความเมตตาอันเป็นความรักของมนุษย์จึงสิ่งสำคัญมากๆ ยิ่งเรามีความรักความเมตตามากเท่าใด สมองเราก็จะทำงานดีมากยิ่งขึ้น หากใจเรามีแต่ความหวาดกลัวและความโกรธ สมองก็จะทำงานแย่ลง มีครั้งหนึ่งอาตมาพบนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง อายุเกินแปดสิบกว่าปีแล้ว เขามอบหนังสือให้อาตมา หนึ่งในหนังสือเหล่านั้นมีชื่อว่า เราเป็นนักโทษของความโกรธ เขาเล่าว่าเมื่อเราโกรธต่อสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็พลอยถูกมองในด้านลบหรือดูแย่ลงไปหมด แต่ความจริงแล้วเก้าสิบกว่าเปอร์เซนต์ของความรู้สึกลบนั้นเกิดจากการปรุงแต่งของจิตของตนเอง นี่เป็นประสบการณ์ที่เขาเล่าให้อาตมาฟัง
พุทธศาสนากล่าวไว้เหมือนกันว่า  เมื่อเราเกิดอารมณ์ด้านลบขึ้นมา เราไม่อาจแลเห็นความจริงเมื่อจะต้องตัดสินใจในบางสิ่ง เรามักจะตัดสินใจที่ผิดๆเพราะมีความโกรธนั้นครอบครองอยู่ ไม่มีใครอยากจะตัดสินใจผิดๆ แต่ช่วงเวลาขณะนั้นที่เจ้าสมองหรือสติปัญญาเราบางด้าน ในการแยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูกทำงานไม่ดีพอ แม้ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ก็มีประสบการณ์แบบนี้ทั้งนั้น 

ดังนั้นความเมตตาและความรักช่วยให้สมองทำงานอย่างราบรื่นดีพอ และมีอีกข้อคือ ความเมตตาช่วยให้เราเข้มแข็ง มีความเชื่อมั่นในตนเองและลดความกลัว มีผลให้ใจสงบ ดังนั้นความเมตตามีสองหน้าที่ คือ หนึ่ง ช่วยให้สมองทำงานดียิ่งขึ้นและเพิ่มความเข็มแข็งภายใน อันเป็นสาเหตุของความสุข อาตมารู้สึกเช่นนั้น 

แน่นอนที่ว่ามีสิ่งอื่นทำให้เรามีความสุข ใครๆก็ชอบเงิน ถ้ามีเงินทองแล้ว ชีวิตก็จะสะดวกสบาย เป็นธรรมดาที่เราจะมักจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับเสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย แต่อาตมาไม่คิดแบบนั้น ความสบายทางวัตถุได้มาจากการนํ้าพักนํ้าเเรงจากแรงกาย และเช่นเดียวกันความสบายอกสบายใจก็ต้องมาจากจิตใจที่ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติมา ถ้าเราไปที่ร้านแล้วถามเจ้าของร้านเพื่อหาซื้อความสงบทางใจ พวกเขาก็จะตอบว่าไม่มีขาย และพากันหัวเราะเราที่มาหาซื้อความสงบ และคงรู้สึกและคิดกันว่าบ้าไปแล้ว ยาบางตัวหรือการได้ฉีดยาสักเข็มอาจช่วยเรามีความสุขหรือช่วยให้ใจสงบเพียงชั่วครู่ แต่ก็ไม่เต็มร้อย เราอาจจะดูได้จากตัวอย่างของการให้คำปรึกษาในการแก้ปัญหาทางใจ ในแนวทางให้บริการการปรึกษาพูดคุยและให้เหตุผล สรุปก็คือ เราจำต้องใช้แนวทางแก้ไขตามขั้นตอนของใจ เมื่อใดที่อาตมามีโอกาสพูดในที่ไหนๆ อาตมามักกล่าวเสมอว่าเราคนสมัยใหม่คิดและมองภายนอกมากเกินไป แต่การให้ความสำคัญกับสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียวนั่นไม่เพียงพอ ความสุขและความพึงพอใจที่แท้ต้องมาจากภายใน

ความรักและความเมตตาอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์เกิดขึ้นจากทางชีววิทยา เมื่อเป็นทารก เรารอดมาได้เพราะความรักอย่างเดียว เรารู้สึกว่าตนเองปลอดภัยเพราะรู้ว่ามีความรักอยู่ใกล้ๆ หากว่าไม่มีความรักแล้ว เราคงจะเกิดความวิตกกังวลและความไม่มั่นคงขึ้นมา ยามใดที่เราต้องแยกจากอ้อมอกแม่  เราจะร้องไห้ แต่เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของแม่ที่กอดรัดไว้แน่นด้วยความรักและความอบอุ่น เราก็จะเงียบลง ไม่ส่งเสียงร้องอีกต่อไป นี่คือปัจจัยทางชีวภาพ มีนักวิทยาศาสตร์ด้านชีวิทยาท่านหนึ่งที่เป็นครูอาจารย์ของอาตมาด้วย และท่านนี้ยังได้เข้าร่วมต่อต้านความรุนแรงของอาวุธนิวเคลียร์ ได้บอกกับอาตมาว่าช่วงหลังคลอด กายสัมผัสของแม่ที่กอดทารกเป็นเวลาหลายสัปดาห์จะส่งผลต่อการพัฒนา และให้เด็กมีสมองขยายใหญ่ขึ้น ช่วยให้รู้สึกถึงความปลอดภัยมั่นคง อันนำไปสู่พัฒนาการการเติบโตของร่างกายรวมทั้งสมองด้วย 

ดังนั้นแล้วเมล็ดพันธุ์แห่งความรักและความเมตตาไม่ได้มาจากศาสนา แต่เป็นเรื่องของชีววิทยา เราทุกคนต่างเกิดจากครรภ์มารดา และรอดมาได้จากความรักความทนุถนอมจากแม่ ในวัฒนธรรมประเพณีอินเดีย มีคำสอนว่าคนเกิดมาจากดอกบัวในดินแดนสุขาวดี ฟังแล้วดูดี แต่คนที่มาจากที่นั่นอาจจะรักดอกไม้มากกว่ารักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นการเกิดมาจากครรภ์มารดาน่าจะดีกว่า เราทุกคนต่างมีเมล็ดพันธ์แห่งความเมตตา นี่คือที่มาของความสุข

Top