การปฏิบัติสมาธิเหตุและผล 7 ข้อ เพื่อบำเพ็ญเพียรโพธิจิต

เป้าหมายโพธิจิตคือการบรรลุถึงความเป็นพุทธะ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์อย่างเต็มสุดความสามารถ แนวทางการฝึกปฏิบัติเหตุและผล 7 ข้อ เพื่อบรรลุเป้าหมาย และเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ เป้าหมายนั้นมั่นคงไม่สั่นคลอน เป็นขั้นตอนกระบวนการทางอารมณ์ ความรู้สึก และความเข้าใจ ที่เราผู้ฝึกปฏิบัติต้องประสบพบพาน เริ่มต้นจากคุณธรรมข้ออุเบกขา ที่เห็นว่าคนทุกคนเคยเป็นแม่ของเรามาก่อนในอดีต จดจำความรักของแม่ได้ เกิดความสำนึกพระคุณในความเมตตากรุณาที่ได้รับ และต้องการจะตอบแทนบุญคุณนั้น ส่งผลให้เราได้พัฒนาบ่มเพาะความรักความเมตตาแก่ผู้อื่นเสมอภาคเท่าเทียมกัน และเกิดปณิธานมุ่งมั่นบรรลุโพธิจิตเป็นเป้าหมาย

บทนำ

เราเกิดเป็นมนุษย์ที่แสนประเสริฐ เป็นชีวิตที่เอื้ออำนวยให้เราเดินตามทางในวิถีแห่งพุทธธรรม แต่ทว่าทั้งโอกาสและอิสรภาพที่ได้ไม่ยืนยงคงประพันธ์ ดังนั้นเราต้องใช้โอกาสต่างๆเหล่านั้นที่ได้รับให้เต็มที่ 

วิธีที่ดีที่สุดในการใช้โอกาสของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่แสนประเสริฐนี้คือ การใช้ชีวิตเพื่อพัฒนาบ่มเพาะโพธิจิตเป็นเป้าหมาย เป้าหมายโพธิจิตหรือจิตแห่งพุทธะนั้นคือการมอบจิตใจและหัวใจเพื่อการตรัสรู้บรรลุธรรมแก่ตน โดยที่การตรัสรู้นั้นแม้ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะคงสะสมอยู่ในกระเเสจิต เป็นเหตุปัจจัยสู่องค์ประกอบของความเป็นพุทธภาวะสืบต่อไปจนสำเร็จมรรคผล องค์ประกอบพุทธภาวะ คือ พลังทางบวกและสติตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา คุณธรรมต่างๆ และจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ เป้าหมายโพธิจิตมีเจตนาอยู่ 2 ประการ คือ เพื่อตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณโดยเร็วไว และช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่หมู่สัตว์โลก 

ในขณะบำเพ็ญเพียรโพธิจิตนั้น เรามุ่งพัฒนาเจตนารมย์ 2 ประการที่ตรงกันข้ามกัน ข้อแรก เรามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการทำประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า ไม่จำกัดแค่มนุษย์เพียงเท่านั้น ด้วยความรัก ความเมตตา และปณิธานที่แน่วแน่ เราจะพูดคุยประเด็นนี้อีกทีช่วงหลังการบรรยายครั้งนี้ การจะช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายได้เต็มที่ได้นั้นเราต้องตรัสรู้เพื่อกำจัดข้อเสียข้อบกพร่องของตนที่ขวางกั้นไม่ให้เราช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง เช่น หากเราโกรธ เราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไรในเวลาที่โกรธ อีกทั้งเราต้องการตรัสรู้บรรลุธรรมเพื่อเข้าถึงศักยภาพแห่งตน และนำศักยภาพนั้นมาใช้เพื่อบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ เพราะฉะนั้นการบำเพ็ญเพียรสู่เป้าหมายโพธิจิตเพื่อเข้าสู่สภาวะความเป็นพุทธเจ้ามิใช่ให้ได้มาเพื่อสถานะที่สูงที่มีเกียรติแล้วต้องมาจ่ายภาษีสูง แต่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น 

การบำเพ็ญเพียรสู่เป้าหมายโพธิจิตมี 2 แนวทางสำคัญใหญ่ๆ คือ ข้อแรก คำสอนและแนวปฏิบัติเหตุและผล 7 ข้อ ข้อสอง การให้ความเคารพและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน และการแลกเปลี่ยนเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น การบรรยายในครั้งนี้จะกล่าวถึงแนวทางข้อแรก

การพัฒนาบ่มเพาะอุเบกขา  

คำสอนและแนวปฏิบัติเหตุและผล 7 ข้อได้กล่าวถึงขั้นตอน 6 ขั้นตอนที่เป็นสาเหตุในข้อที่ 7 คือ การบำเพ็ญเพียรสู่เป้าหมายโพธิจิต เริ่มต้นจากระดับขั้นพื้นฐานก่อน คือ อุเบกขาที่เอาชนะการเลือกที่รักมักที่ชัง สนใจรักใคร่ยึดติดกับสิ่งหนึ่งแต่รังเกียจสิ่งอื่น รวมทั้งเฉยเมยไม่ยินดียินร้ายผู้อื่น จุดมุ่งหมายขั้นเริ่มต้นเพื่อเปิดใจกว้างให้กับทุกคนทุกสิ่งเสมอภาคเท่าเทียมกัน 

เหตุผลที่สรรพสัตว์มีความเท่าเทียมกันเป็นพื้นฐาน และนำไปสู่การเปิดใจนั้นเพราะจิตของหมู่สัตว์โลกเกิดดับต่อเนื่องเป็นกระแสเดียวกันตลอดสาย ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ ดังนั้นสัตว์โลกทุกตัว ณ ช่วงขณะหนึ่ง ก็ได้เคยเกิดมาเป็นเพื่อน เป็นศัตรู หรือคนแปลกหน้า เปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อเป็นแบบนี้แล้วทุกผู้ทุกคนจึงเหมือนกันหมด 

ประเด็นสำคัญของเบื้องหลังความคิดนี้คือ จิตที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ข้อนี้เป็นสมมุติฐานขั้นพื้นฐานในพุทธศาสนา เมื่อการเกิดใหม่เป็นเรื่องของการสืบต่อเนื่องของชีวิตและประสบการณ์ จึงเป็นเรื่องปัจเจกเฉพาะตนของคนแต่ละคนหรือสัตว์แต่ละตัว ความคิดอัตลักษณ์เรื่องการเกิด ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์ สัตว์ เพศชาย เพศหญิง ที่ดำรงอยู่คงที่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีอยู่จริง รูปกายหรือเพศสภาพจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับอำนาจของกิเลส กรรมหรือวิบากอันเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตที่สืบต่อเนื่องในกระแสจิตหลังความตายจนไปเกิดใหม่ 

ประเด็นจิตที่ไม่มีจุดเริ่มต้นเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งเพราะนำไปสู่ความเข้าใจถึงแนวทางการบำเพ็ญเพียรโพธิจิต การบ่มเพาะความรักความกรุณาให้กับทุกผู้ทุกคนเป็นไปได้ เช่น  เราไม่ได้เห็นสัตว์อื่นเป็นเพียงแค่ยุงตัวหนึ่ง แต่พิจารณาเห็นว่าสัตตะตนนี้ได้เกิดมาในสภาพชีวิตและรูปกายเป็นยุงเพราะกระแสจิตที่สืบต่อเนื่องและเกิดขึ้นใหม่ด้วยอำนาจของกรรมและผลกรรมที่ตามมา ยุงตัวนั้นเป็นยุงก็จริง แต่ไม่ได้เป็นยุงอย่างนั้นเสมอตลอดนิรันดร์ไป เมื่อเข้าใจตามนี้ ก็จะช่วยให้หัวใจเราเปิดกว้างแก่ยุงตัวนี้ราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ อำนาจแห่งโพธิจิตมาจากข้อเท็จจริงนี้พร้อมกับความตั้งใจมุ่งมั่นที่เราจะทำประโยชน์สุขแก่ทุกคนอย่างแท้จริง แน่นอนครับ มันไม่ง่ายเอาเลย 

คนทุกคนเคยเป็นแม่ของเรามาก่อน 

เมื่อเรามีอุเบกขามองเห็นความจริงว่าสรรพสัตว์ในฐานะปัจเจกเฉพาะตนที่จิตไม่มีจุดเริ่มต้น แต่เป็นกระแสจิตสืบต่อเนื่องกันไปตลอดสาย ส่งผลให้เกิดการยอมรับไม่ปฏิเสธการเกิดรูปลักษณ์ใดๆของสัตตะในภพชาตินี้ เราพร้อมจะน้อมนำคำสอนและการปฏิบัติสมาธิเหตุและผล 7 ข้อ คือ เข้าใจว่าสัตตะทุกตนเคยเป็นแม่ของเรามาก่อน วิธีคิดเหตุผลนี้เริ่มมาจากว่าเรามีแม่ในชาตินี้ ดังนั้นแล้วในทุกๆชาติเกิดที่เราเกิดขึ้นมาจากครรภ์หรือไข่ก็เกิดจากแม่ ตรรกะความคิดที่ว่ามีการเกิดใหม่ที่เป็นอนันต์ หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ แต่มีจำนวนสัตตะที่มีจำนวนจำกัดจำนวนหนึ่ง แม้ว่าจะมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน จึงเป็นที่มาว่าคนทุกคนเคยเป็นแม่ของเรามาก่อนจากช่วงไร้กาลเวลา - และเราก็เคยเป็นแม่คนหรือแม่ของสัตว์อื่นเช่นเดียวกันมาก่อนหน้านั้น สัตตะเหล่านั้นอาจเคยเป็นพ่อ หรือเพื่อนสนิทของเรามา และเป็นอื่นๆอีก 

เมื่อเห็นว่าทุกคนเคยเป็นแม่ของเรามาก่อน ข้อนี้เราต้องระวังที่จะคิดสรุปไปว่า แม่เรากลายไปเป็นความเป็นแม่ที่ดำรงอยู่คงที่ตายตัวเป็นสรณะไม่เปลี่ยนแปลง ข้อนี้ต้องระวังเพราะจะกลายเป็นปัญหาได้ เราต้องไม่หลงไป และจำหลักคำสอนพุทธศาสนาเรื่องความว่าง (อนัตตา) ความไม่มีตัวตน ไม่มีบุคคลเป็นสารัตถะคงที่ 

เมื่อเราเห็นและเข้าใจว่าคนทุกคนเคยเป็นแม่ของเรามาก่อน ก็จะช่วยเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่แต่เพียงแค่มีอุเบกขากับผู้อื่นเพียงเท่านั้น เรายังเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทุกคนด้วยความรัก ความอบอุ่น อย่างใกล้ชิดสนิทสนม

ระลึกจดจำความรักความเมตตาของแม่ 

ขั้นที่สองของเหตุและผลทั้ง 7 คือ จำความรักความเมตตาของแม่ได้ คนตะวันตกส่วนมากเมื่อปฏิบัติสมาธิถึงข้อนี้มักจะเกิดปัญหา คนอินเดีย คนธิเบตมักใช้แม่เป็นตัวอย่างในการเปรียบเทียบเรื่องต่างๆ ดูเหมือนว่าคนในสังคมเหล่านั้นจะมีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่มีปัญหามากนักกับแม่ของตนเท่ากับคนในสังคมตะวันตก ไม่ว่าความคิดนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ประการใด เพราะคนแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ข้าพเจ้าพูดจากประสบการณ์ที่ได้สังเกตจากที่เคยพำนักอยู่ที่อินเดียและธิเบตมาเป็นเวลา 29 ปี พบว่าแม่กับลูกๆที่เติบโตมีปัญหาทางจิตใจน้อยกว่ามากหลายเท่าเมื่อเปรียบกับคนในสังคมตะวันตก 

การทำสมาธิในขั้นนี้เพื่อระลึกจดจำถึงความรักความเมตตาของผู้เป็นแม่ - แต่ถ้าหากว่าเเม่เสียชีวิตไปแล้ว - ก็ให้จำในช่วงที่แม่อุ้มครรภ์เราไว้ แล้วแผ่ขยายถึงคนอื่นๆที่เคยช่วยเหลือเมตตาเรามาในแต่ชาติก่อน

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าสอนเรื่องนี้ให้กับคนตะวันตก หลายคนเลือกระลึกถึงพ่อ เพื่อนสนิท หรือใครก็ได้ที่แสดงความรักความเมตตา เพราะการปฏิบัติสมาธิไม่สะดุด ข้าพเจ้าเห็นว่าวิธีการนี้ก็ช่วยได้ แต่กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าปัญหาความรู้สึกที่กินใจระหว่างเรากับแม่ยังคงมีอยู่ จะดีเสียกว่าที่จะจัดการแก้ปมความรู้สึกนั้นซะ แทนที่จะผ่านเลยไป ถ้าความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อแม่ไม่ดีแล้ว ความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นจะดีได้อย่างไร ปัญหานั้นก็จะยังคงมีอยู่เสมอ ดังนั้นจะดีกว่าและจำเป็นกว่าที่จะมองไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแม่ตรงๆ แล้วค่อยพยายามคิดหรือระลึกถึงความเมตตาของท่าน ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใดก็ตาม 

อันดับแรก เราต้องพยายามนึกถึงความรักของแม่ในเชิงอุดมคติ พระคัมภีร์ต่างๆก็ได้พรรณาถึงความรักในอุดมคตินั้น จะเห็นได้จากสัตว์ป่ามากมาย เช่น นก ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บหรือเฉอะแฉะเพียงใด เเม่ของมันก็ยังจะกกไข่อยู่อย่างนั้นตลอดไป หาอาหารแต่ไม่กินเสียเอง แต่ป้อนให้ลูกน้อย นับว่าเป็นเรื่องวิเศษพิศดารจริงๆ

แต่ก็มีตัวอย่างสัตว์หรือแมลงบางประเภทที่กินลูกของมันเอง แต่แม่ของสัตว์เหล่านั้นก็ผ่านความยากลำบากในการให้กำเนิดลูก จะเป็นแม่แท้ๆที่ให้กำเนิดเราหรือแม่อุ้มบุญ คนเหล่านี้อุ้มท้องเรามา แม้ว่าเราจะเป็นเด็กหลอดแก้วที่ปฏิสนธิในหลอดทดลอง ก็ยังดีมีคนคอยเฝ้าสังเกตตรวจตราอุณหภูมิให้พอเหมาะพอดี ไม่ว่าแม่เราอยากจะอุ้มท้องหรือไม่อย่างไร ไม่ใช่ประเด็น แต่การที่ท่านอุ้มท้องเรามา ไม่ทำแท้งเสีย ถือว่าเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ เพราะไม่สบายเอาเลยที่ต้องอุ้มท้องแบบนั้น เจ็บทรมาณไปหมดกว่าจะคลอดได้ แม้เกิดมาแล้วเป็นทารกน้อย แม่ก็ยังต้องตื่นมาดึกๆดื่นๆเพื่อคอยดูแลเรา หาไม่แล้ว เราคงรอดชีวิตมาไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ได้เน้นยํ้าบอกกล่าวในพระคัมภีร์

ถ้าเรามีปัญหากับแม่ ข้าพเจ้าคิดว่าลองดูตัวอย่างของคำแนะนำคำสอนในคัมภีร์ลัม-ริมขององค์ดาไลลามะที่ 5 ที่พูดถึงการทำสมาธิถึงครูอาจารย์ทางธรรม พระคัมภีร์เล่มแรกๆหลายเล่มบอกว่าจะหาครูอาจารย์ที่มีคุณสมบัติดีครบถ้วนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีครูอาจารย์ในอุดมคติแบบนั้น คนเรามีข้อดีข้อเสียกันทั้งนั้น ข้อที่เราควรทำคือคิดถึงส่วนดีของครูและความรักเมตตาของท่านต่อลูกศิษย์ จะช่วยให้เราเกิดความเคารพนับถือครูอย่างสูง เกิดแรงดลใจและซาบซึ้งถึงพระคุณท่าน จะช่วยให้เราได้พัฒนาบ่มเพาะความเมตตาและคุณสมบัติที่ดีในตนเอง 

องค์ดาไลลามะที่ 5 ทรงอธิบายคำสอนว่า เราไม่ต้องทำถึงกับว่า ครูบาอาจารย์สมบูรณ์พร้อม ไม่มีข้อเสีย ข้อด้อย หรือข้อผิดพลาดใดๆเลย หากทำแบบนั้น ดูเราจะไร้เดียงสาเกินไป เราแลเห็นข้อบกพร่อง แต่มองข้ามมันไปก่อนสักครู่ เพราะหากคิดถึงข้อเสียข้อผิดพลาดของครู สิ่งที่จะตามมาคือ การบ่นว่าและทัศนคติทางลบ สิ่งนี้ไม่เอื้อให้เกิดสิ่งดีๆแต่อย่างใด จะดีเสียกว่าถ้าคิดถึงข้อดีทั้งหลายและความเมตตาของท่าน เพราะจะเกิดแรงดลใจที่ดี 

ดังนั้นข้อแรก ต้องรู้ถึงข้อเสียข้อด้อยก่อน แต่เราต้องตรวจสอบด้วยความซื่อสัตย์ว่านั่นเป็นข้อเสียจริงๆไหม หรือว่าเป็นอคติจากจิตของเราที่คิดปรุงแต่งเอาเอง ถ้ามาจากอคติไม่เป็นจริงแล้ว ก็ขอให้เราทิ้งมันไปเสีย ต่อไป มาพิจารณาดูว่าข้อเสียของอาจารย์นั้นเพิ่งเกิดหรือเกิดนานมาแล้ว แต่ตัวเราเองไม่ยอมลืมมัน ถ้านานมาแล้ว ก็ขอให้ลืมมันไปเสีย เพราะมันนานมาแล้วและไม่เกี่ยวข้องอีกต่อไปแล้ว ครั้นเมื่อเราเห็นชัดเจนถึงข้อเสียในปัจจุบันขณะของท่าน ก็ขอให้อย่าเอามาเป็นธุระกังวล มองข้ามมันไปก่อน แล้วคิดถึงสิ่งดีๆของท่านก่อน 

ข้าพเจ้าคิดว่าแนวทางนี้เอามาใช้ได้กับการพิจารณาระลึกถึกความรักความเมตตาของแม่ ไม่มีแม่ของใครที่ดีพร้อม ถ้าเราเคยเป็นพ่อแม่คนมาก่อน จะรู้ดีว่าการเป็นพ่อแม่ที่ดีในอุดมคตินั้นยากแสนลำบาก เราไม่ควรตั้งความคาดหวังพ่อแม่ในอุดมคติแบบนั้นเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นค่อยมาดูข้อเสียข้อบกพร่องของท่านเหล่านั้นดู แล้วพยายามเข้าใจถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่แม่เราต้องเป็นแบบนั้น จริงๆแล้วแม่ไม่ใช่คนไม่ดีแต่อย่างใด เหมือนกับกระเเสจิตของยุงที่ต่อเนื่องเป็นสายก็เปลี่ยนแปลงตลอด (ไม่ดำรงอยู่ตลอดเป็นนิรันดร์ไป) เราต้องมั่นใจว่าตนเองไม่คิดปรุงแต่งขยายข้อเสียของท่านเกินจริง หรือเก็บจำเอาสิ่งไม่ดีเอาไว้ มองข้ามข้อเสียของท่านเสียทั้งที่เกิดขึ้นในอดีตและแม้แต่ในปัจจุบันก็เช่นกัน แล้วกล่าวว่า แม่มีข้อเสีย ไม่เป็นอะไรหรอก เพราะทุกคนก็มีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น เรามาดูข้อดีต่างๆของท่านและความเมตตาที่ท่านมอบให้เราจะดีกว่า 

อาจารย์สอนธรรมะชาวตะวันตกท่านหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ลืมว่าเป็นใครกัน ได้แนะนำวิธีการทำสมาธิ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่ามีประโยชน์มาก มาถึงข้อที่ว่าให้มองข้ามข้อเสียของแม่ก่อน มาดูชีวิตเราในช่วงอายุ 5 ขวบ หรือ 10 ขวบ เราลองใช้เวลาสัก 5 นาที ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง หรือมากกว่านั้น นึกจดจำถึงสิ่งดีๆที่แม่ทำให้กับเราในช่วงเราอายุ 5 หรือ 10 ขวบ ตอนแรกเลย ตั้งแต่เเรกเกิดที่อยู่ในครรภ์จนมาถึง 5 ขวบ เราอาจจะจำได้ว่าท่านเปลี่ยนผ้าอ้อมที่สกปรกเลอะสิ่งปฏิกูล ให้นํ้านมเราดื่มกิน อาบนํ้าให้เราและทำทุกอย่างให้หมด และเรายังจำได้จากห้าขวบมาสิบขวบและไปเรื่อยๆ แม่พาเราไปโรงเรียน แม่อาจจะไม่ได้ช่วยเราทำการบ้าน หรืออาจจะช่วย แต่แม่ก็ทำอาหารเราให้เรากิน ซักเสื้อผ้าให้เรา เมื่อเราเป็นวัยรุ่น แม่อาจให้เงินเราไว้ใช้ ไม่ว่าแม่จะแย่อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยถึงความรักความเมตตาที่แม่ให้กับเราในแต่ละวัย 

หลักการเดียวกันนี้เอามาใช้ได้กับพ่อหรือญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือคนอื่น ช่วยการทำสมาธิได้มาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราเครียด รู้สึกหดหู่อ้างว้างและพูดบ่นกับตนเองว่า “ไม่มีใครรักฉันเลย” แนวทางนี้ช่วยเราเห็นและซาบซึ้งความรักเมตตาของแม่ในชีวิตในชาตินี้ได้ เพราะเห็นได้ว่าคนทุกคนเมตตากับเราเสมอเหมือนกัน จะหาแม่ที่เป็นอุดมคติสมบูรณ์แบบคงไม่มีใครเป็นได้ - แน่นอนว่าแม่อาจจะกินเราก็เป็นได้ในชีวิตหน้า แต่แม่ก็รักและเมตตาเราด้วยเช่นเดียวกัน

ตอบแทนพระคุณแม่ 

ขั้นที่สามในคำสอนสำคัญ 7 ข้อ คือ ความต้องการตอบแทนพระคุณแม่ที่ให้ความรักความเมตตาช่วยเหลือเรามา ให้เราลองจินตนาการว่าแม่เรามองไม่เห็น ตาบอดทั้งสองข้าง ท่านสับสนและอารมณ์เสียมาก แม่กำลังยืนอยู่บนปากเหวและพร้อมจะพลัดตกลงไปในห้วงเหวแห่งทุกข์โศก เราที่เป็นลูกชายลูกสาวยืนอยู่ข้างๆท่าน รู้ว่าจะช่วยแม่ของตนไม่ให้ตกลงไปในเหวลึกนั้นได้ ถ้าลูกๆไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย จะไปหาให้ใครมาช่วย ความคิดนี้จะช่วยให้เราต้องการตอบแทนพระคุณแม่ให้ท่านรอดปลอดภัยจากทุกข์โศก 

เราสามารถสร้างแรงปรารถนาให้แรงกล้าได้ โดยนำเอาการทำสมาธิที่กล่าวมาข้างต้น ที่จดจำความรักความเมตตาของแม่ที่ผ่านมาในแต่ละวัย ห้าขวบ สิบขวบ แล้วดูสิว่าเราจะตอบแทนพระคุณแม่ได้อย่างไรบ้าง เราก็ทำอย่างเดียวกันนี้กับพ่อ เพื่อน และญาติพี่น้อง หรือกับคนอื่น

ถ้าหากเราลองเปรียบเทียบดูความรักความช่วยเหลือที่เราได้รับกับให้ตอบแทน เราส่วนใหญ่จะเห็นว่าเรารับมากกว่าให้ ข้อนี้ไม่ได้ต้องการให้เราเกิดความรู้สึกผิดละอายใจ ซึ่งคนตะวันตกมักเป็นโรคประสาทกันเยอะ (ความรู้สึกผิดบาปที่ฝังแน่น) ประเด็นนี้จะช่วยเรื่องขั้นต่อไปของการทำสมาธิโพธิจิต คือแลเห็นความเมตตาที่ได้รับ เกิดความกตัญญูกตเวที คิดอยากตอบแทนพระคุณท่าน 

ข้าพเจ้าเห็นว่าแต่ละข้อของการทำสมาธิที่ให้มาช่วยให้จิตใจอ่อนโยนละเอียดอ่อน คำนึงถึงผู้อื่น ข้าพเจ้าคิดว่ามันสำคัญมาก ข้าพเจ้าเห็นชาวพุทธตะวันตกที่ทำสมาธิถึงความรักความเมตตา และออกไปช่วยผู้อื่นข้างนอก แต่กลับมีความสัมพันธ์ที่แย่กับพ่อแม่ของตนเอง และตกหล่มในความสัมพันธ์นี้ ข้าพเจ้าคิดว่าวิธีนี้จะช่วยได้มากๆในการเยียวยาความสัมพันธ์ และไม่ต้องคอยหลีกเลี่ยงอีกต่อไปเพราะคิดเข้าใจว่ามันยาก 

ข้อเสนอแนะวิธีการเพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติ

สิ่งสำคัญในการฝึกปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนเพื่อเปิดใจของตนให้กว้าง และพยายามแผ่ขยายการปฏิบัติให้กว้างออกไปสู่สรรพสัตว์ โดยเริ่มจากจุดเล็กๆในแต่ละขั้นแล้วขยายกว้างออกไป โดยตั้งอยู่บนฐานอุเบกขา เห็นสรรพชีวิตเป็นกระแสจิตสืบเนื่องตลอดสาย จะทำได้ผลไม่ใช่เพียงแค่นั่งลง หลับตาทั้งสองข้างทำสมาธิ แล้วคิดเป็นนามธรรมว่า “สรรพสัตว์ทั้งหลาย” ข้าพเจ้าคิดว่าจะได้ผลก็ต้องลองปฏิบัติดู อย่างที่ได้แนะนำการฝึกปฏิบัติมาข้างต้นเพื่อพัฒนาอารมณ์ให้เกิดความสมดุล 

หรืออีกวิธีหนึ่ง ให้ลองฝึกปฏิบัติพัฒนาบ่มเพาะความรักความเมตตากับรูปภาพก่อน เป็นภาพของเพื่อน หรือภาพของคนที่เราไม่ค่อยชอบ หรือคนแปลกหน้าไม่คุ้นเคย และหลังจากนั้นพยายามพัฒนาโดยมองคนเหล่านั้นจริงๆที่กำลังนั่งอยู่รอบตัวเราในขณะทำสมาธิเป็นกลุ่ม หรืออาจจะลองฝึกปฏิบัติดูกับคนบนรถไฟใต้ดินหรือบนรถโดยสาร ในหนทางนั้น ลองนำมาปฏิบัติดูเพื่อเพิ่มพัฒนาความรักความเมตตา 

และเราลองเอาวิธีการนี้มาปฏิบัติใช้กับสัตว์ แมลง หรือสิ่งอื่นๆ อย่าเห็นสัตว์เหล่านั้นแค่เป็นเพียงทฤษฎีที่แข็งทื่อ จะทำได้ เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งสุดโต่ง ดังเช่นตัวอย่างความสุดโต่งที่เกิดขึ้นกับคนธิเบต เช่นเมตตาต่อสัตว์แมลงง่ายกว่ามนุษย์ ถ้ามีมดอยู่ตรงกลางวัด ทุกคนจะทำกันแบบสุดโต่งคือ ไม่ให้มดได้รับอันตรายใดๆ แต่ทว่าพวกเขากลับไม่แสดงความรักความห่วงใยต่อมนุษย์แบบที่มีให้กับสัตว์ เช่นต่อคนอินเดียหรือชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวชมวัด และอยากที่จะรู้เข้าใจในสิ่งที่เห็น ข้อนี้เราต้องทำให้มันเหมาะสมถูกต้องด้วย 

บางคนอาจจะบอกว่าช่วยสัตว์ง่ายกว่าช่วยคน เพราะสัตว์พูดโต้ตอบไม่ได้ เลยไม่ก่อปัญหา แต่คนมักทำให้เกิดปัญหา กับสัตว์เราเอามันไปปล่อยข้างนอกก็จบแล้ว แต่กับคนด้วยกัน เราทำแบบนั้นไม่ได้ ประเด็นที่ต้องการจะกล่าวคือมีหลายคนทำสมาธิแบบนามธรรมมากๆ “สัตว์โลกทั้งหลาย” แต่ไม่ได้เอามาใช้กับคนจริงๆ หรือ “โลกที่แท้จริง” เอาเลย จะเป็นอุปสรรคปัญหาใหญ่หลวงต่อความก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรม

ความรักที่ยิ่งใหญ่ 

เมื่อเรารับรู้ว่าคนทุกคนเคยเป็นแม่เรามาก่อน จดจำความรักความเมตตาของผู้เป็นแม่ และคิดจะตอบแทนบุญคุณของท่าน เราก็มีความรักอบอุ่นใจเกิดเป็นความรู้สึกใกล้ชิดอบอุ่นใจโดยอัตโนมัติกับใครที่เราได้พบ ไม่จำเป็นต้องแยกทำสมาธิออกไปอีกขั้นหนึ่งเพื่อฝึกพัฒนาความรู้สึกนี้ ความรักแบบนี้เรียกว่าความรักความห่วงใย ให้ความทะนุถนอมใส่ใจและห่วงใยในความผาสุขผู้อื่น เรารู้สึกแย่ถ้าเขาหรือเธอเป็นอะไรไป  

เมื่อความรักเราเต็มไปด้วยความอบอุ่นใจ หลังจากนั้น เราฝึกปฏิบัติต่อในขั้นที่สี่ การทำสมาธิสำหรับความรักที่ยิ่งใหญ่ ความรักคือความปรารถนาให้คนอื่นมีสุขและได้พบเหตุที่ให้เกิดสุข ใครบางคนที่เรารัก แต่ความรักที่ยิ่งใหญ่ คือ ความปรารถนาให้คนทุกคนมีสุขและได้พบเหตุที่ให้เกิดสุขนั้น ต้องมีทั้งสองอย่างเลยครับคือความสุขและเหตุที่ให้เกิดความสุขนั้น ทั้งสองข้อสำคัญมาก เพราะบอกถึงความเข้าใจในธรรมะที่ถูกต้องว่าความสุขเกิดจากสาเหตุ หรือมีเหตุปัจจัยก่อให้เกิดสุข ไม่ได้มาจากเทวดาหรือโชคใดๆ - หรือจากตัว ข้าพเจ้า 

เหตุปัจจัยที่ให้เกิดสุขปรากฏในคำสอนเรื่องกรรมหรือการกระทำ หากทำความดี ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ก็จะมีแต่ความสงบสุข ดังนั้นเราต้องคิดและพูดว่า “ขอให้ท่านจงประสบสุขและและพบเหตุแห่งความสุขนั้น ขอให้ท่านจงทำแต่สิ่งที่เป็นความดีงามและมีสุขอนามัยที่ดีที่สมบูรณ์ เพื่อพบแต่ความสุขสวัสดีมงคล”  

สมาธิในขั้นนี้ชี้ว่าเราทำสมาธิบำเพ็ญเพียรโพธิจิตเพื่อเข้าถึงสภาวะความเป็นพุทธเจ้าเพื่อช่วยทุกคน ไม่ใช่ช่วยเหลือคนเพื่อโอ้อวดตน เราชี้ทางให้เขา แต่เขาต้องทำด้วยตัวเอง คือ สร้างเหตุปัจจัยเพื่อสู่ความสุขนั้น 

มหากรุณาธิคุณ 

ขั้นที่ห้า มหากรุณาธิคุณหรือความกรุณาที่ใหญ่หลวง คือ ความปรารถนาให้คนทุกคนพ้นจากทุกข์และสาเหตุที่เกิดทุกข์ หลักการนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ มีความเข้าใจถูกต้องครบถ้วนว่าความทุกข์เกิดจากเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ การกำจัดต้นเหตุแห่งทุกข์จะช่วยกำจัดทุกข์นั้นได้ ทัศนคตินี้เป็นสัจนิยมทีเดียว คือ เป็นจริง ความรักความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความรู้สึกหรืออารมณ์ เช่นว่า “ฉันเศร้าเสียใจอย่างมากที่เห็นคนมีความทุกข์” แต่ความรักความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ต้องเกิดจากความเข้าใจถ่องแท้ถึงเหตุและผลของความประพฤตินั้น

มหากรุณาธิคุณอยู่เหนือความกรุณาทั่วๆไปดังต่อไปนี้

  • มหากรุณาธิคุณเพื่อสรรพสัตว์ทุกเหล่า ไม่ใช่บางกลุ่ม บางพวก บางคน
  • มหากรุณาธิคุณเป็นเหมือนเช่นความรัก มีความรักความห่วงใยทะนุถนอมใส่ใจเหมือนกับแม่ที่ทะนุถนอมดูแลใส่ใจลูกน้อย
  • เป็นความปรารถนาให้แต่ละคนมีอิสรภาพออกจากกองทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารเพราะความสับสนไม่รู้ซึ่งความจริง จึงอยู่ในความหลง ความสับสนและความลวง ก่อเกิดทุกข์ไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ความปรารถนาให้คนอื่นพ้นจากความเจ็บปวด ความเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ของการเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเป็นความสุขทางโลก มีอยู่ได้ไม่นานและไม่เคยเต็มอิ่ม มหากรุณาธิคุณไม่ใช่ความปรารถนาให้สัตว์โลกไปเกิดบนสวรรค์เพื่อหนีปัญหา
  • มหากรุณาธิคุณคือความศรัทธาเชื่อมั่นว่าสัตว์โลกทุกตนสามารถบรรลุอิสรภาพจากกองทุกข์ มันไม่ใช่แค่เป็นเพียงความปราถนาธรรมดาๆเท่านั้น 

ความกรุณามีทรรศนะคล้ายกับการออกบวชสละทางโลก คือ มีความมุ่งมั่นเพื่ออิสรภาพ การออกบวชสละทางโลกมุ่งในความทุกข์แห่งตนรวมทั้งความต้องการพ้นจากทุกข์แห่งตนนั้น เราสามารถพัฒนาความสงสารเวทนานั้นเพื่อผู้อื่นได้โดยมีความมุ่งมั่นพ้นจากความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ของตนเป็นฐาน เพียงแค่เปลี่ยนเพื่อตัวเราเป็นเพื่อผู้อื่น ความทุกข์ของเขาและสาเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ที่เขามี ปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์นั้น เป็นแรงปรารถนาที่เหมือนกับความต้องการที่เรามีให้กับตนเองได้พ้นทุกข์พ้นโศก 

มีหลายคนกล่าวว่าการจะมีความกรุณาเพื่อผู้อื่นนั้นทำได้ยาก เว้นแต่ว่าเราจะมีให้กับตนเองเสียก่อน คือคิดถึงความทุกข์ของตนและความต้องการให้ตนพ้นจากความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์นั้น เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าผู้อื่นนั้นได้รับความเจ็บปวดเพราะทุกข์นั้น ทำให้พวกเขาทุกข์ทรมาณเท่าๆกับที่เราประสบความเจ็บปวดนั้น การเข้าใจนี้ขึ้นอยู่กับว่าเรารับรู้ความเจ็บปวดว่ามันเจ็บสักเพียงใด มิฉะนั้นแล้ว เราก็จะไม่ใส่ใจในความทุกข์ผู้อื่นอย่างจริงจัง คงจำได้ว่าเราปรารถนาให้แม่ของเราที่รักและเมตตาเรามาให้ท่านได้เกิดสุข พ้นจากทุกข์ เราเริ่มต้นทำสมาธิถึงแม่ของเรา เพื่อว่าให้เกิดความรู้สึกขึ้นจริงๆ

นำวิธีการปรับใช้สู่การเคารพนับถือตนเอง 

พระคัมภีร์หลายพระคัมภีร์กล่าวว่าความกรุณาจะพัฒนาเกิดขึ้นได้จริงถ้าเราพ้นทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ข้าพเจ้าคิดว่าเรานำหลักการเดียวกันนี้ปรับใช้กับเรื่องของความรัก เพราะมักเกิดกับคนที่มีความเคารพนับถือตนเองน้อย มักปรากฏในสังคมตะวันตก แต่ไม่พบบ่อยครั้งนักในหมู่คนธิเบตหรือคนอินเดีย เพราะก่อนที่เราจะปรารถนาให้คนอื่นพ้นทุกข์มีสุขและได้พบเหตุแห่งสุข เราต้องปรารถนาให้ตนเองมีสุขและพบเหตุแห่งสุขด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าหากเรารู้สึกว่าตนเองไม่สมควรที่จะได้รับความสุข แล้วผู้อื่นสมควรจะได้รับความสุขอย่างนั้นหรือ 

ความปรารถนาให้ตนเองได้รับความสุขเป็นอีกขั้นหนึ่งของการทำสมาธิที่ข้าพเจ้าคิดว่าจะช่วยได้มากหากตนเองเป็นคนที่มีความเคารพนับถือตนเองน้อย ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้อนี้สำคัญ การคิดแบบนี้ที่ว่าคนทุกคนสมควรได้รับความสุขกันทุกคนเป็นข้อเตือนใจเราถึงพุทธภาวะที่มีกันทุกคน เราไม่ใช่คนเลวร้ายไปทั้งหมด ไม่มีใครเลวไปทั้งหมด เราทุกคนมีภาวะเข้าถึงสภาวะแห่งความเป็นพุทธเจ้าเพื่อประโยชน์สุขแก่หมู่สัตว์โลกและตนเอง 

อีกประเด็นหนึ่ง สมาธิบ่มเพาะความรักและความกรุณามีปรากฏในคำสอนพุทธศาสนาสายเถรวาทและหีนยานเช่นเดียวกัน แต่อาจไม่เป็นลำดับขั้นเหมือนกับ 7 ข้อนี้ ที่จะช่วยให้ง่ายขึ้นในการบ่มเพาะความรักความกรุณาที่อยู่บนฐานของเหตุผล เช่นว่าจดจำความรักความเมตตาของแม่ เราไม่ควรเข้าใจเอาว่าสมาธิคำสอนเรื่องความรักความกรุณาหายไปหรือไม่มีในพุทธศาสนาสายเถรวาท แต่การทำสมาธิโพธิจิตที่เป็นลำดับขั้นต่อไปไม่ปรากฏในสายเถรวาทแต่อย่างใด 

ปณิธานที่แน่วแน่

คำนี้แปลออกมาเเตกต่างกันออกไป นักแปลบางท่านใช้คําว่า “ความปรารถนาที่บริสุทธิ์ไม่เห็นแก่ตน” องค์ดาไลลามะใช้คำว่า “ความรับผิดชอบระดับสากล” ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าเองจะแปลคำนี้ในหลายๆทางที่ผ่านมา แต่มาตอนนี้ ข้าพเจ้าขอใช้คําแปลว่า “ปณิธานที่เเน่วแน่” เราปรารถนาตั้งใจถึงที่สุดเพื่อช่วยสรรพสัตว์ เราได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว หากมีคนกำลังจมนํ้า เราจะไม่ยืนดูอยู่เฉยๆบนฝั่งแล้วพูดว่า “ไม่น่ะ ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย” เราควรกระโดดลงไปช่วยคนที่กำลังจมนํ้านั้น เช่นเดียวกัน การทำสมาธิโพธิจิต เราตั้งปณิฐานอย่างแน่วแน่ที่จะมีความรับผิดชอบระดับสากลเพื่อช่วยสรรพสัตว์ทุกตนให้รอดปลอดภัยให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ 

เป้าหมายโพธิจิต 

ขั้นที่ 7 เป็นผลของการทำสมาธิเพื่อเป้าหมายโพธิจิต โดยสมาธิ 6 ขั้นแรกเป็นสาเหตุ เมื่อเราตรวจสอบว่าเราจะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้อย่างไรให้มากที่สุด เพราะเรายังมีข้อจำกัดอยู่หลายข้อในตอนนี้ เรามีอารมณ์และความคิดที่ขุ่นมัวเพราะจิตถูกรบกวน เรารู้ตัวดีว่าเราไม่อาจช่วยใครได้มากถ้าหากยังเห็นแก่ตัวอยู่ ยังขาดความอดทนอดกลั้น หลงไปกับใครบางคน โกรธผู้อื่น เกียจคร้านการงาน เรายังรู้สึกว่าตนเองเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา ยังไม่เข้าใจคนอื่นและขาดการติดต่อสื่อสารที่ดีกับผู้อื่น ถ้าเรายังเกรงกลัวผู้อื่น กลัวว่าจะถูกปฏิเสธ กลัวว่าจะไม่มีใครชอบ สิ่งทั้งหมดเหล่านี้จะกีดกันเราไม่ให้ช่วยเหลือผู้อื่นได้มากอย่างที่ต้องการ ดังนั้น หากเราต้องการจะช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ เราต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกจากตัว เราต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ต้องกำจัดข้อเสียข้อด้อยเหล่านี้เพื่อว่าเราจะสามารถใช้ความสามารถ ศักยภาพที่มีอยู่ และธรรมชาติความเป็นพุทธะที่มีในตนช่วยเหลือผู้อื่น ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า “ช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถเท่าที่ทำได้” เราไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอิทธิเดช จากความข้อนี้ เราขอมอบหัวใจและจิตใจเพื่อบรรลุความเป็นพุทธะเพื่อช่วยเหลือทุกคนอย่างเต็มที่เต็มกำลังเท่าที่เราจะทำได้ นี่คือการบ่มเพาะพัฒนาเป้าหมายเพื่อโพธิจิต เราเน้นการตรัสรู้ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นบรรลุให้ถึงเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และช่วยเหลือผู้อื่นให้ตรัสรู้ตาม 

ข้อประพฤติปฏิบัติตนของพระโพธิสัตว์ 

เมื่อเราพัฒนาบ่มเพาะโพธิจิต เราพยายามช่วยผู้อื่นอย่างเต็มสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้แม้ว่าจะมีข้อจำกัดแห่งตนก็ตาม เพราะว่าเรามีปณิธานที่แน่วแน่ในการรับผิดชอบช่วยเหลือผู้อื่น จากลำดับขั้น 7 ข้อ ของเหตุและผลการทำสมาธิเพื่อโพธิจิต 

นั่นหมายถึงว่าเมื่อเราพบคนที่มีปัญหา เช่น คนจรจัด ไม่มีบ้านอยู่ เราไม่มองเขาเป็นคนไร้บ้าน เมื่อเรามองเขา เราไม่มองเขาว่าเป็นคนจน คนขี้เกียจ หรือเป็นอะไรต่างๆที่เรามักตัดสินคนด้วยคุณค่าที่เราใช้เป็นเกณฑ์ แต่เรากลับคิดและมองว่า ในชีวิต ณ ปัจจุบันนี้ ณ ขณะนี้พวกเขาอาจอยู่ในสภาพแบบนั้น แต่เมื่อจิตของสัตตะที่เกิดต่อเนื่องเป็นกระแสเดียวกันตลอดสายนั้นไม่มีจุดเริ่มต้น และเขาอาจเคยเป็นแม่ของเรามาก่อน ดูแลเรามาด้วยความรักความเมตตาในครั้งหนึ่ง อุ้มท้องเรามา เปลี่ยนผ้าอ้อมที่สกปรก และทำอื่นๆให้ ข้าพเจ้าซาบซึ้งพระคุณของท่าน และอยากจะตอบแทนบุญคุณความเมตตานั้น เพื่อให้เขาพ้นทุกข์จากปัญหาและเหตุแห่งปัญหานั้นทั้งปวง เราขอรับผิดชอบที่จะทำบางสิ่ง 

มีอะไรที่เราจะต้องทำบ้าง กลับไปบ้าน ไปทำสมาธิเพื่อเอาชนะข้อด้อยข้อบกพร่อง แต่ไม่ทำอะไรเลยกับคนยากไร้เหล่านี้บ้างเลยหรือ เป็นความจริงครับที่เราต้องทำสมาธิให้มากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่จะกระตุ้นเราให้ทำ ณ ขณะนี้ก็คือการเอาชนะความขี้อาย ความลังเลไม่กล้าหาญ หรือความตระหนี่ถี่เหนียว และให้บางสิ่งกับเขา อย่างน้อยสุดให้รอยยิ้มแก่พวกเขา - หรืออย่างน้อยสุดลงมือทำอะไรลงไปบ้าง 

หรืออีกนัยหนึ่ง เรานำเอาปณิธานที่แน่วแน่ที่เราตั้งใจเอาไว้เพื่อนำพาเราสู่ชัยชนะเหนืออุปสรรคข้อจำกัดขัดขวางใดๆ แล้วใช้ศักยภาพเราที่มีให้มากที่สุดเพื่อช่วยผู้อื่น แน่นอนครับว่า เมื่อเรากลับบ้าน เราต้องการฝึกปฏบัติเพื่อตัวเอง แต่ขอให้ท่านอย่าลืมคนไร้ที่อยู่อาศัยเหล่านี้ นอกจะกลับบ้านและนั่งทำสมาธิเฉยๆ ถ้าหากมีความตั้งใจช่วยเหลือที่จริงใจ จะช่วยเราให้เกิดสติปัญญารู้ตัวเท่าทัน  

แรงขับหรือแรงกระตุ้นที่แรงกล้าที่สุดเพื่อการฝึกปฏิบัติพัฒนาตนเองในแต่ละขณะ คือ เมื่อเราพบกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เราเห็นหญิงชรานั่งขอทานบนพื้นที่หนาวเหน็บในฤดูหนาวบริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน แล้วคิดสิว่าถ้าหญิงชราคนนั้นเป็นแม่ของเรา ถ้าเธอเป็นแม่เราจริงในชาติปัจจุบันนี้ กำลังนั่งขอทานอย่างหนาวเหน็บอยู่บนพื้น พวกเราจะเดินผ่านเลยไปอย่างนั้นหรือ แล้วเด็กหนุ่มที่สถานีรถไฟที่ใช้หนังสือพิมพ์กางเป็นที่นอน เรารู้สึกอย่างไรหากเด็กหนุ่มนั้นเป็นลูกชายของเรา เด็กคนนั้นมีพ่อแม่ เรื่องนี้สำคัญมาก ในประเทศอินเดีย เราเห็นคนเป็นโรคเรื้อนและคนทุพพลภาพ ปกติแล้ว เรามักไม่คิดว่าคนเป็นโรคเรื้อนเหล่านั้นมีญาติพี่น้องมีครอบครัว ขอให้เราช่วยเขาให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยเถิด 

แน่นอนว่า เราต้องมีสติมีปัญญามองเห็นแยกออกถึงคนเร่รอนไร้บ้านเหล่านั้น คนบางพวกก็เป็นพวกนักต้มตุ๋นหลอกลวงเอาเงินคนเพื่อหาซื้อยาเสพติดหรือเหล้ายา ในกรณีแบบนั้น เราต้องใช้วิธีการของพุทธศาสนาที่เรียกว่า “อุบาย” เรามีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือพวกเขา  เรารู้ว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาทุกข์และอะไรที่ทำให้คนเหล่านั้นมีความสุข    แต่บางทีแล้วการให้เงินอาจจะไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาได้ดีเลย เพราะเขาอาจจะใช้เงินที่ได้มาซื้อยาเสพติดหรือเหล้า ดังนั้นเราจึงไม่ควรให้เงิน ถ้าเรามีอาหาร เราให้อาหารแก่เขาก็ได้ ขอให้คิดถึงคนยากไร้เหล่านั้นด้วยความเคารพและความห่วงใย อย่าไปรังเกียจมองพวกเขาเป็นพวกขี้เหล้าขี้ยา พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่ชีวิตมีความทุกข์ยากลำบาก 

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะตัดสินได้ว่าอะไรคือหนทางที่ดีที่สุดในการช่วยคน เราเห็นตนเองแล้วว่ามีข้อจำกัด เราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด คงต้องบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าถึงจะรู้ได้จริง แต่เราก็พยายามจนถึงที่สุด แม้จะรู้ว่าบางครั้งแล้วเราก็ตัดสินใจผิดพลาดไป แต่อย่างน้อย เราก็ได้พยายามทำแล้ว 

สรุป 

เมื่อเราบำเพ็ญเพียรเป้าหมายโพธิจิต โดยการฝึกปฏิบัติเหตุและผล 7 ข้อด้วยกัน เป้าหมายของเราเพื่อบรรลุพุทธภาวะ ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ดีที่สุดเกิดสภาวะอารมณ์ที่แรงกล้า รวมเอาความรู้สึกอื่นๆด้วย เช่น ความใกล้ชิด เชื่อมโยงสัมพันธ์กับทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ความซาบซึ้งในความเมตตาที่ผู้อื่นมอบให้ ความระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ ความรักความห่วงใย ความกรุณา รวมทั้งความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะรับผิดชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเรามีธรรมารมณ์เหล่านี้เป็นครื่องสนับสนุนคุ้มครองยึดเหนี่ยวจิตใจ เป้าหมายโพธิจิตของเราก็จะเข้มแข็ง มั่นคงและจริงใจ

Top