สัจจะ 2 ระดับ

บทนำ 

พระอริยสัจ 4

พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพอยู่ราว 2500 ปีก่อนในประเทศอินเดีย พระองค์ทรงสั่งสอนพระธรรมคำสอนให้เหมาะสมถูกต้องตามสติปัญญา จริตและความสามารถของสาวกแต่ละองค์ที่แตกต่างกันออกไป  คำสอนแรกเริ่มที่พระศาสดาทรงสั่งสอนแก่ทุกคนคือคำสอนพื้นฐานที่พระองค์ทรงตรัสรู้รู้แจ้งบรรลุธรรม ได้แก่ “พระอริยสัจ 4” ข้อเท็จจริง 4 ข้อนี้เกี่ยวกับชีวิตที่คนธรรมดาสามัญทั่วไปมองไม่เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริง จะมีก็แต่ผู้ตื่นผู้ตรัสรู้ (พระอริยบุคคล) ที่เห็นความจริงตามความเป็นจริงของข้อเท็จจริงทั้ง 4 ว่าเป็นความจริงถูกต้อง ไม่ใช่เกิดจากกระบวนการคิด กล่าวโดยสรุป พระอริยสัจ 4 ให้คำตอบต่อคำถามดังต่อไปนี้

  • อะไรคือความทุกข์ที่แท้จริงและปัญหาที่แท้จริงที่ทุกคนมีในชีวิตคืออะไร
  • อะไรคือสาเหตุของความทุกข์และปัญหาที่ทุกคนมีในชีวิต
  • การกำจัดปัญหาเพื่อยุติปัญหาเหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้นอีกทำได้ไหม
  • อะไรคือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อยุติปัญหาให้หมดจบสิ้นลงเพราะสาเหตุของทุกข์นั้นได้ถูกกำจัดจนหมดสิ้น 

คำตอบต่อคำถามเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างลึกซึ้งในช่วงหลังพระชนม์ชีพ และเป็นคำสอนแรกเริ่มที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน

เมื่อพิจารณาดูคำสอนพระอริยสัจ 4 จะเห็นว่าคำสอนพระอริยสัจ 4 ไม่ได้เป็นคำสอนที่แยกออกจากคำสอนอื่น ตรงกันข้าม คำสอนพระอริยสัจ 4 สัมพันธ์ต่อเนื่องกับคำสอนขั้นพื้นฐานอื่น และท้ายสุดเมื่อเกิดความรู้เข้าใจที่ถูกต้องสมบูรณ์เต็มที่แล้ว คำสอนพระอริยสัจ 4 นี้พุ่งไปสู่เป้าหมายคือการตรัสรู้บรรลุธรรม พูดง่ายๆคือ คำสอนพื้นฐานของคำสอนอริยสัจ 4 - ความจริง 4 ข้อของชีวิต - คือ คำสอนเรื่องความจริง  

ถ้าเราต้องการสรุปนิยามพุทธศาสนาในคำๆเดียวว่าพุทธศาสนาคืออะไร เพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งที่เป็นอาจารย์สอนพุทธศาสนาตอบว่า “สัจนิยม” 

ถ้าเราเห็นและเข้าใจความจริงได้ และยอมรับความจริงนั้นโดยไม่ปรุงแต่งนึกคิดจนไกลออกไปจากความเป็นจริง เราจะรับมือจัดการกับปัญหาได้ตามความเป็นจริง 

ดังนั้นคำสอนเรื่องความจริงจึงเป็นพื้นฐานของคำสอนอริยสัจ 4  แต่กระนั้นก็ดี ความจริงที่ว่าสิ่งต่างๆดำรงอยู่ได้อย่างไร และชีวิตดำเนินหรือทำหน้าที่อย่างไรนั้นมีคำตอบหลายระดับ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนทั้งหมดถึงเรื่องนี้

พระรัตนตรัย 

นอกจากพระอริยสัจ 4 แล้ว ทิศทางที่ช่วยนำชีวิตให้รอดปลอดภัยจากทุกข์และปัญหาทั้งปวงนั้น คือ “พระรัตนตรัย” หรือ “ไตรสรณคมน์” - พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ละข้อมีความหมายหลายระดับ แต่ระดับที่ลึกซึ้งที่สุดมีใจความดังต่อไปนี้

  • พระธรรม - พระธรรมคำสั่งสอนเป็นเป้าหมายที่เราเพียรพยายามบรรลุเพื่อกำจัดปัญหาของตนและสาเหตุของปัญหานั้น จนตรัสรู้รู้แจ้งบรรลุธรรม และกำจัดปัญหาจนหมดสิ้นไม่หวนกลับมาอีกตลอดไป
  • พระพุทธเจ้า - ได้แก่บุคคลผู้ตรัสรู้แจ้งชอบ หมดสิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง และเที่ยวสั่งสอนพระธรรมที่ตนเองได้ตรัสรู้นั้น
  • พระสงฆ์ - คือบุคคลผู้ปฏิบัติธรรมคำสอนตามพระธรรมวินัยจนได้บรรลุผลลดละกิเลสได้บางส่วนแต่ยังไม่ได้ทั้งหมด 

คาถาสวดมนต์ขอพรถึงมหาบัณฑิตทั้ง 17 แห่งนาลันทา

องค์ดาไลลามะทรงแต่งคาถาบรรยายคุณวิเศษของมหาบัณฑิตเหล่านี้ได้ไพเราะเพราะพริ้งเป็นอย่างยิ่งเพื่อการอธิษฐานขอพรให้เกิดแรงดลใจในธรรมปฏิบัติจากคณาจารย์พุทธศาสนาทั้ง 17 จากอารามนาลันทาที่เป็นวัดสำคัญมีอายุเป็นพันๆปีในอินเดียสมัยโบราณ  นาลันทาเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงมากในขณะนั้น แต่มีรูปแบบการบริหารดำเนินการเหมือนอาราม ผลิตปราชญ์ทางศาสนาและครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากมายหลายยุคสมัยในพุทธศาสนาอินเดียขณะนั้น องค์ดาไลลามะทรงแต่งคาถาเป็นบทสวดมนต์สรรเสริญถึงคณาจารย์ทั้ง 17 แห่งนาลันทา  “ขอพระอาจารย์ทั้งหลายทรงดลใจอาตมาให้เดินตามเส้นทางแห่งธรรมเหมือนท่านด้วยเถิด” ภายหลังที่องค์ดาไลลามะได้แต่งคาถาขอพรทำนองร้อยกรองถึงพระอาจารย์แต่ละท่าน พระองค์ท่านยังได้สรุปคาถาทั่วไปหลายท่อนถึงพระอาจารย์ทุกท่านด้วย  

ข้าพเจ้าต้องการอธิบายถึงคาถาร้อยกรองบทหนึ่งในหลายบทที่พูดสรุปถึงความจริง (สัจจะ 2 ระดับ) ดั่งที่ข้าพเจ้าเขียนอธิบายมาข้างต้น พระอริยสัจ 4 พระรัตนตรัยหรือไตรสรณคมน์ หมายถึง เราเอาคุณทั้งสามเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวให้รอดพ้นปลอดภัยจากทุกข์และปัญหาทั้งปวง 

คาถากล่าวว่า 

เมื่อรู้ความหมายสัจจะ 2 ระดับ ที่เป็นพื้นฐานของสิ่งทั้งหลายที่ดำเนินไป

 “ดำเนิน” หมายถึง สิ่งต่างๆมีอยู่หรือทำหน้าที่อย่างไร หรืออีกความหมายหนึ่งว่ารู้ความจริงนั้น

เราเกิดความเชื่อมั่นถึงการปฏิบัติตามหลักพระอริยสัจ 4 ว่าเมื่อประพฤติปฏิบัติแล้ว เราจะไม่หวนกลับมาเกิดใหม่อีก

ถ้าเราเข้าใจในความจริง เราจะเข้าใจความจริงนั้นในพระอริยสัจ 4 ว่าปัญหาของเรายืดเยื้อไม่จบสิ้นเพราะอะไร และจะจบปัญหานั้นได้อย่างไร

ครั้นเห็นแจ้งตามจริง (นั้น) เรามีศรัทธาตั้งมั่นเพราะมีคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

คงจำได้ถึงองค์คุณพระรัตนตรัยที่เป็นที่พึ่งเพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งธรรม - ยุติจบสิ้นปัญหาทั้งปวงไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป และบังเกิดความรู้ความเข้าใจสืบเนื่องตามมา 

ถ้าท่านต้องการปฏิบัติใน “เส้นทางพุทธธรรม” ท่านกำลังตั้งเป้าหมาย ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายนั้นบรรลุได้หรือไม่  เรื่องเหล่านี้เป็นนิยายเพ้อฝันหรือเปล่า หรือเป็นเพียงเรื่องแต่งที่ดี หรือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามจริง มีหลายคนพยายามบรรลุเป้าหมายโดยใช้ความเลื่อมใสศรัทธา “อาจารย์สอนแบบนั้น ฉันต้องเชื่อตามนั้น ก็เลยเชื่อตามๆกันมา” 

วิธีการนั้นอาจใช้ได้กับคนส่วนมาก แต่ทางนั้นไม่ใช่การปฏิบัติที่มั่นคงที่สุดเสมอไป หลังจากปฏิบัติมาเป็นระยะเวลานานมาช่วงหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ท่านจะเริ่มตั้งคำถามว่า ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เหตุเพราะว่าท่านยังคงมีความโกรธ ความยึดมั่นถือมั่น ความเห็นแก่ตัว และอื่นๆอีกมาก - ที่เป็นตัวสร้างปัญหาที่แท้จริง - และยากที่จะกำจัดให้หมดไปได้ ความเจริญก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติไปได้ช้ามาก แต่ท่านต้องตระหนักรู้ว่าความก้าวหน้าในธรรมปฏิบัตินั้นไม่ได้เป็นเส้นตรง มันขึ้นๆลงๆ บางวันทำได้ดี บางวันก็แย่ ถ้าท่านปฏิบัติธรรมโดยเอาศรัทธาเป็นฐานแล้ว ท่านอาจท้อแท้ได้เพราะดูเหมือนว่าท่านไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย ยํ่าอยู่กับที่ และท่านจะตั้งคำถาม “การบรรลุธรรมเป็นไปได้จริงหรือ” 

นั่นคือเหตุผลที่คาถาท่อนนี้กล่าวว่า “ครั้นเห็นแจ้งตามจริง” คือว่าเมื่อท่านเข้าใจด้วย - หลักตรรกศาสตร์และเหตุผล - ที่ว่าเป้าหมายได้แก่การบรรลุธรรมมีจริง และท่านสามารถบรรลุได้จริงตามนั้น ท่านเกิดความมั่นคงเชื่อมั่นมีศรัทธาปสาทะ การบรรลุเข้าถึงพระธรรมเป็นไปได้ และมีตัวอย่างบุคคลที่บรรลุธรรมนั้น ท่านเชื่อว่ามันเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องที่เแต่งขึ้นเหมือนในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์บางคัมภีร์  ท่านเชื่อมั่นว่าคำสอนเหล่านั้นคือความจริงเพราะสัจจะ 2 ระดับ คือ ความจริง รวมทั้งพระอริยสัจ 4 และพระรัตนตรัยก็เป็นจริงตามนั้นด้วยเช่นเดียวกัน 

ขอได้โปรดดลใจให้อาตมาได้ปลูกฝังรากแห่งมรรควิธีลงในใจเพื่อบรรลุอิสรภาพจากทุกข์ด้วยเถิด

ท่านหว่านหรือปลูกเมล็ดพันธุ์ แต่ในที่นี้ท่านฝัง “ราก” ลึกลงไป ไม่ใช่เอาเมล็ดลงปลูกเพียงเท่านั้น การเลือกใช้คำนี้ต้องการบอกถึงโครงสร้างของสัจจะ 2 ระดับ ความจริงทั้ง 4 และคุณพระรัตนตรัยที่เป็นที่พึ่งทั้ง 3 ว่าเป็นรากฐานของเส้นทางพุทธธรรมทั้งหมด เพราะทุกสิ่งล้วนมาจากรากเหง้านี้ทั้งสิ้น เมื่อรากทั้งสามนี้ฝังลึกลงในใจแล้ว การปฏิบัติของท่านทั้งหมดตั้งอยู่บนความเลื่อมใสศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาคือความรู้ความเข้าใจ ท่านรู้ว่าท่านกำลังทำอะไร ท่านเข้าใจดีว่าการบรรลุเป้าหมายเป็นไปได้ และท่านรู้เข้าใจว่าเป้าหมายนั้นคืออะไร 

ข้าพเจ้าคิดว่า แนวทางนี้เป็นวิธีการที่สำคัญในการศึกษาปฏิบัติพุทธศาสนา หากเรากำลังก้าวเดินตามเส้นทางแห่งพุทธธรรมแล้ว การมีความเชื่อมั่นศรัทธาที่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงจึงสำคัญมาก มั่นใจว่าความเชื่อศรัทธาของเราไม่ได้มาจากความเพ้อฝันที่เป็นอุดมคติเกินจริง หรือเป็นเพียงอารมณ์ที่ไม่อาจเป็นจริงได้ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าธรรมปฏิบัติที่เรากำลังบ่มเพาะอยู่นั้นเป็นสิ่งจริง เราก็มีอารมณ์ที่ดีที่มั่นคงสมบูรณ์ได้ในขณะประพฤติธรรม  เราต้องทำให้ทั้งสองอย่างเกิดสมดุลย์ มีปัญญามีความรู้ความเข้าใจ และมีอารมณ์ที่เต็มเปี่ยม คือ ความเมตตากรุณา ความกระตือรือร้น ความอดทน และอารมณ์อื่นๆทำนองนั้น 

สัจจะ 2 ระดับ 

สมมติสัจจะหรือความจริงสัมพัทธนิยม

เมื่อรู้ความหมายสัจจะ 2 ระดับที่สิ่งทั้งหลายดำเนินไปตามหลักพื้นฐานนี้

บรรทัดแรกในคาถาบทสวดมนต์พูดถึงสัจจะ 2 ระดับ “สมมติสัจจะหรือความจริงสัมพัทธ์นิยมและปรมัตถสัจจะ” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงทั้งสองของสรรพสิ่งที่เป็นจริง ความจริงระดับแรกเป็นความจริงในระดับผิวเผินหรือเบื้องต้น ความจริงอีกในระดับเป็นความจริงระดับที่ลึกซึ้งที่สุด ความจริงทั้งสองระดับถูกต้องขึ้นอยู่ว่าจะมองจากมุมไหน มีตัวอย่างมากมายที่พูดถึงความจริงทั้งสองระดับนี้ แต่ในที่นี้เรามาดูตัวอย่างที่องค์ดาไลลามะทรงใช้ยกตัวอย่างประกอบเป็นประจำเมื่อพูดต่อหน้าผู้ฟัง 

เหตุและผล 

ความจริงแบบไหนที่เรามีในชีวิต สิ่งที่เราประสบพบเกิดขึ้นมาจากสาเหตุอื่นก่อนหน้านั้น คือว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่เพราะความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ของเหตุและผล ฟิสิกส์ได้สอนถึงหลักการความมีสาเหตุ แม้ว่าในทางฟิสิกส์ความมีสาเหตุเป็นเรื่องปรากฏการณ์ทางสสารหรือกายภาพ เช่น แตะลูกบอลและลูกบอลจึงเคลื่อนที่ ความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลนี้เป็นเรื่องกลไกง่ายๆ 

ความมีสาเหตุสามารถอธิบายความหมายได้ในระดับที่ซับซ้อนมากกว่านี้เมื่อมีเหตุปัจจัยอื่นให้บางสิ่งเกิดขึ้นมา เช่น หากดูปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโลกร้อน สงครามระหว่างภาคพื้น หรืออื่นๆ จะเห็นชัดว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเพียงสาเหตุเดียว และไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่มีสาเหตุหรือเหตุบังเอิญ ความจริงมีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายปัจจัย หรือหลายข้อหลายองค์ประกอบ ทั้งจากในอดีตและปัจจุบัน เหมือนกับประเทศยูเครนที่สถานการณ์หรือเหตุการณ์ในปัจจุบันแยกไม่ออกจากสหภาพโซเวียตในอดีตหรือเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง และยังมีอีกหลายข้อหลายประการ สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันก็เป็นผลพวงของประวัติศาสตร์ ดังนั้นจะพูดสรุปว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลจากคนๆเดียวหรือสิ่งเดียวนั้นไม่ได้ สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์เป็นตาข่ายของเหตุปัจจัยเงื่อนไขที่สัมพันธ์ นี่คือความจริง ใช่ไหมครับ 

หรือหากพิจารณาในทางจิตวิทยา ถ้าครอบครัวของท่านมีปัญหา ท่านคงไม่กล่าวว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นเพียงคนเดียวหรือสาเหตุเดียว สมาชิกในครอบครัวทุกคนต่างมีส่วนร่วมในปัญหาครอบครัวนั้น เช่นเดียวกัน คนแต่ละคนก็มีส่วนร่วมกับเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ในที่ทำงาน หรือกับเพื่อนฝูง ทุกสิ่งล้วนมีอิทธิพล อีกทั้งปัญหาครอบครัวก็ไม่อาจแยกออกจากสังคมหรือระบบเศรษฐกิจการเมืองและสังคมได้ ทั้งหมดนี้ล้วนมีอิทธิพลต่อปัญหาด้วยเช่นกัน 

ดังนั้นสัจนิยมในทรรศนะพุทธศาสนาให้ข้อเท็จจริงว่า ทุกสิ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์และส่งผลต่อสิ่งอื่น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเป็นผลจากโครงสร้างเงื่อนไขที่สลับซับซ้อน นี่คือความจริง

ถ้าหากว่าสัจนิยมนี้เป็นเรื่องวัตถุสสาร หรือเป็นเรื่องปัญหาครอบครัว ปัญหาของโลก แล้วเรื่องระดับปัจเจกอย่างเราๆท่านๆ ความสุขความทุกข์มีสาเหตุที่เกิดขึ้นไหม หรือว่าสุขทุกข์เกิดขึ้นลอยๆไม่มีสาเหตุ บางครั้งข้าพเจ้ามีสุข แต่บางครั้งก็ไม่สุข ไม่มีหนทางไหนที่ข้าพเจ้าจะรู้ได้เลยว่าจะเป็นอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไรในครั้งต่อไป สิ่งนั้นเกิดขึ้นจากความไม่มีสาเหตุอย่างนั้นใช่ไหม หรือว่ามันขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังทำตอนนี้หรือเปล่า ทั้งหมดที่กล่าวมาดูแล้วไม่สมเหตุสมผล ฟังไม่ขึ้น ใช่ไหมครับ ข้าพเจ้าอาจกินอาหารอย่างเดียวกันทั้งสองครั้งแต่คนละวันกัน  วันหนึ่งกินแล้วมีความสุข แต่อีกวันหนึ่งกินแล้วกลับรู้สึกแย่ ดังนั้นปัญหาไม่ได้เกิดจากอาหาร ข้าพเจ้าอยู่กับคนบางคนที่ข้าพเจ้ารักมากแล้วเกิดปิติสุข แต่บางครั้งกลับไม่มีความสุขเอาเลย ข้าพเจ้าอาจรํ่ารวยมั่งคั่ง ชีวิตข้าพเจ้าราบรื่นดีมาก แต่ข้าพเจ้าอาจไม่มีความสุขเอาเลยก็ได้ 

ดังนั้นแล้วสุขทุกข์มาจากไหน สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระผู้เป็นเจ้าเนรมิตดลบันดาลความสุขมาให้อย่างนั้นหรือ หรือพระองค์ทรงกดปุ่มความทุกข์ความสุข เลยทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสุขในบางครั้งหรือรู้สึกทุกข์ในบางครั้งอย่างนั้นหรือ ต้องขออภัยด้วยครับ ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาจะพูดแรงขนาดนั้น เพียงแค่แสดงตัวอย่างสุดๆที่ไม่เข้าท่า แต่ถ้าท่านมีประสบการณ์กับตัวอย่างเช่น - วัตถุสสารเคลื่อนที่ หรือมือของท่านไหม้และเจ็บพองเมื่อไปโดนเตาที่ร้อน  -  ข้อเหล่านี้เป็นไปตามกฎของเหตุและผล ดังนั้นทั้งความสุขความทุกข์ดำเนินไปตามกฎของเหตุผลใช่ไหมครับ นี่คือคำถามและประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความจริงในระดับสมมติสัจจะในคาถาสวดมนต์นี้ โดยกล่าวถึงความจริงของความสัมพันธ์ของเหตุและผล ระหว่างพฤติกรรมที่เป็นเหตุและประสบการณ์ทุกข์สุขที่เป็นผล  

กรรม  

ความคิดเรื่องความจริงเกี่ยวข้องกับคำสอนพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานเรื่องกรรม กรรมคืออะไร เรื่องกรรมเป็นหัวข้อที่ไม่ง่ายเลย มีคำอธิบายหลายแบบและเกิดความเข้าใจผิดๆก็มาก แต่ความหมายกรรมสรุปง่ายๆได้ว่า 

กรรมคือ แรงกระตุ้นที่กลายเป็นนิสัยแสดงออกทางการกระทำหรือพฤติกรรมทั้งทางการกระทำทางกาย การพูด และการนึกคิดหรือทางใจ

ความประพฤติของเราไม่ว่าจะเป็นโทษเป็นอกุศล หรือเป็นคุณเป็นกุศล หรือเป็นกลางๆ ก็ถือว่าเป็นแรงกระตุ้น ถ้าท่านคิดพิจารณาว่า

  • ข้าพเจ้ารู้สึกเกิดความรำคาญ อยากตะโกนด่าคนออกไป ด้วยเหตุของแรงกระตุ้นนี้ หลังจากนั้นมา ข้าพเจ้าก็มักติดนิสัยชอบตะโกนด่าคน
  • ข้าพเจ้าปกป้องมากจนเกินไป จึงหยุดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูว่าทารกแบเบาะยังสบายดีอยู่ไหม ไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน วิ่งไปดูลูกหลายครั้งจนมากเกินความจำเป็น
  • ข้าพเจ้าหิว และรู้สึกอยากไปหาของกินในตู้เย็น อดไม่ได้ต้องเดินไปที่ตู้เย็น 

แรงกระตุ้น แรงผลักดันนี้มาจากไหนแล้วจะไปถึงไหน นี่คือคำถามถึงคำสอนเรื่องกรรม พุทธศาสนามีคำอธิบายว่า เมื่อท่านมีการกระทำทางกาย ทางวาจาและทางใจหรือความนึกคิดด้วยอาการที่มีแรงผลักดัน  มันจะสะสมก่อตัวเป็นนิสัยหรือสันดานขึ้นในจิต ซึ่งจะคงอยู่ในนั้นทุกขณะของชีวิต และเมื่อทำการใดๆท่านมักประพฤติหรือทำสิ่งเดิมๆที่กลายเป็นนิสัยนั้นซํ้าอีก แรงกระตุ้นจากความรู้สึกเกิดขึ้นหยุดไม่ได้ส่งผลให้ท่านทำสิ่งนั้นซํ้าแล้วซํ้าเล่า แรงกระตุ้นนี้เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม 

แน่นอนครับว่าท่านสามารถอธิบายปรากฏการณ์เรื่องกรรมทางสรีรวิทยา เมื่อการกระทำบางอย่างมันฝังเก็บสะสมหรือก่อตัวในร่องสมองบางส่วน ดังนั้นท่านมักจะเคยชินและทำพฤติกรรมนั้นเป็นนิสัยเดิมๆ พุทธศาสนาไม่ปฏิเสธเนื้อหาความรู้ทางกายภาพ แต่พุทธศาสนาศึกษาเข้าถึงปรากฏการณ์นั้นจากแง่ประสบการณ์ชีวิต และวิเคราะห์ออกมาเป็นเรื่องที่อธิบายได้ด้วยเหตุและผลต่อไป 

แล้วความสุขความทุกข์คืออะไร พุทธศาสนาอธิบายความสุขความทุกข์ว่าเป็นเรื่องกรรมในแง่ของเหตุและผล ถ้าท่านไม่มีความสุข เพราะเป็นผลในระยะยาวที่ท่านทำสิ่งที่เป็นโทษภัยเป็นนิสัยสันดานด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวซึ่งถูกรบกวนด้วยความสับสนหรือความไม่รู้ ถ้าท่านมีความสุขแบบโลกๆ - แม้จะเป็นความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่นัก แต่มันทำให้ท่านรู้สึกสบายใจดี - ก็เพราะเป็นผลในระยะยาวที่ท่านทำด้วยอารมณ์ที่เป็นคุณเป็นบวก เช่น ความอดทนอดกลั้น ความเมตตา จะอย่างไรก็ตาม ชีวิตเราก็ยังสับสนอลหม่านอยู่เพราะเจ้าความสับสนมันยังคงมีอยู่ บางครั้งทำให้เรากลายเป็นพวกติดดีหรือยึดติดความสมบูรณ์แบบจนเกินไป

เราจะเข้าใจความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของความมีสาเหตุนี้ได้อย่างไร ข้อแรกเลย เราต้องเห็นและเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างความประพฤติที่เป็นคุณและความประพฤติที่เป็นโทษ ความแตกต่างระหว่างความประพฤติทั้งสองนี้ไม่ได้เอาผลลัพธ์เป็นเครื่องวัด หรือดูจากผลลัพธ์ที่ท่านทำกับใครคนใดคนหนึ่ง เช่น หากท่านโกรธใครบางคนแล้วเอามีดแทงเขา การกระทำนี้เป็นโทษภัย ในทางตรงกันข้าม หากท่านเป็นศัลยแพทย์ และเอามีดผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตคนๆหนึ่ง เราเรียกการกระทำนี้ว่าเป็นคุณ เห็นได้ชัดว่าการกระทำที่เอามีดไปเฉือนใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้เป็นตัววัดการกระทำนั้นว่าเป็นคุณหรือโทษ มันขึ้นอยู่กับเจตนาหรือแรงจูงใจ เป็นสภาพจิตที่เกิดจากสิ่งที่ท่านคิดและท่านทำตามความคิดนั้น 

ถ้าการกระทำเกิดจากเจตนาที่มีอารมณ์ขุ่นมัวเพราะกิเลสรบกวน เช่น เกิดจากอารมณ์โกรธ ยึดมั่นถือมั่น โลภ ความไม่ประสีประสา ความอิจฉาริษยา ความโอ้อวดจองหอง ความเห็นแก่ตัว อามรมณ์เหล่านี้เป็นโทษ ถึงแม้ว่าท่านทำบางอย่างที่ดูดี เช่น ถ้าท่านบีบนวดให้ใครเป็นอย่างดี แต่จริงๆแล้วหวังอยากจะลวนลามทางเพศ ถือว่าการกระทำของท่านเป็นโทษ ในทางกลับกัน ถ้าทำด้วยไม่มีอารมณ์ใดๆมารบกวน นั่นถือว่าเป็นคุณ ถึงแม้ว่าการกระทำในตัวมันอาจจะไม่ดีก็ตาม เช่น ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ ท่านลงโทษลูกที่ดื้อทำตัวไม่ดีโดยกักอยู่ในห้อง ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะรักและเป็นห่วงลูก จึงสอนลูกไม่ให้ดื้อด้าน ในหลายกรณี การกระทำที่เป็นคุณอาจจะรุนแรงเพราะเกิดจากจิตใต้สำนึกที่มีอัตลักษณ์บทบาทบางอย่าง ในกรณีนี้คือหน้าที่บทบาทที่ดีของพ่อแม่ 

แล้วเราจะรู้เข้าใจได้อย่างไรถึงความสัมพันธ์ในแง่ความมีสาเหตุระหว่างความทุกข์และความประพฤติผิดเกิดโทษเพราะทำไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและความประพฤติดีเพราะไม่ถูกครอบงำจากอารมณ์ขุ่นมัวใดๆที่มาจากกิเลส คำถามนี้ไม่เพียงเป็นคำถามที่น่าสนใจแต่ยังเป็นคำถามที่สำคัญมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อธิบายชี้แนะแจกแจ้งคำสอนเรื่องกรรม อารมณ์ขุ่นมัวและความสับสนของชีวิตว่าเป็นตัวการสำคัญให้เราเกิดความรู้สึกนั้นๆ เป็นสาเหตุของทุกข์และชีวิตแบบโลกๆที่ไม่เคยเต็มอิ่ม เราต้องก้าวข้ามสองอย่างนี้เพื่อเป็นอิสระหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ทำให้รู้สึกตามนั้น

ขอให้เราคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ ทุกครั้งที่เราทำ พูด คิดกับบางเรื่องหรือกับใครบางคนด้วยความโกรธ ตัวท่านสบายใจไหม พลังงานในตัวท่านสงบเย็นลงไหม ไม่สงบเอาเลย มันพุ่งพล่าน ท่านมีความสุขในขณะนั้นหรือเปล่าครับ ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะมีใครที่เป็นปกติสุขเมื่อโกรธหรืออารมณ์ถูกรบกวน ก็เหมือนกันว่าท่านจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเกิดความโลภ อยากได้อยากมี ลองสังเกตพลังงานเหล่านั้นดู ท่านจะรู้สึกไม่สบายเอาเลย ท่านวิตกกังวลว่าจะได้ไม่พอ เมื่อท่านหลงใครบ้างคน ก็จะคิดถึงคนเหล่านั้นมากเสียเหลือเกิน เกิดไม่สบายกายไม่สบายใจ พลังงานท่านถูกรบกวน ตรงกันข้าม เมื่อท่านไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่เห็นแก่ตัว หรืออะไรทำนองนั้น  เกิดความเมตตาสงสาร ท่านจะรู้สึกสงบเยือกเย็น พลังงานท่านสงบ ใช่ไหมครับ ท่านรู้สึกถึงความสุขลึกๆในใจ แม้ว่าความสุขประเภทนี้เป็นความสุขขั้นละเอียดอ่อน ไม่ใช่ความสุขที่ตื่นเต้นหวือหวา หรือแม้ว่าท่านเป็นคนชอบทำอะไรที่ดีเป็นนิสัย “เป็นคนติดดี” ยึดติดความสมบูรณ์แบบ ท่านจะผ่อนคลายลงได้ มีความสุขมากกว่าเดิมเมื่อทำคุณประโยชน์ได้มากกว่าในยามโกรธ แน่นอนครับเมื่อทำสิ่งดี ท่านกลัวทำผิดพลาดหรือกลัวว่าทำได้ไม่ดีพอ ท่านจะไม่สบายใจกับความคิดและวิตกกังวลกับมัน  

ข้อสำคัญในที่นี้ คือว่า ความรู้สึกทุกข์สุขชั่วครั้งชั่วคราวมันยังคงมีอยู่แม้เพียงชั่วเวลาสั้นๆเมื่อท่านเพิ่งทำอะไรบางอย่างจบลงไป นั่นชี้ให้เห็นผลของการกระทำที่ท่านรู้สึกได้ ถึงแม้ว่าท่านจะทำสิ่งใหม่ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่พ้นจากผลของการกระทำในอดีต พระศาสดาทรงตรัสถึงความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องระหว่างกรรมและสุขทุกข์ที่เรามี พระองค์มิได้หมายถึงผลที่เราได้รับหรือรู้สึกในช่วงสั้นๆหลังจากทำไปแล้ว พระองค์กำลังตรัสถึงผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เราอาจชอบคำสอนของพระองค์ท่านในประเด็นแง่มุมความสัมพันธ์ระหว่างความประพฤติทางอารมณ์และผลลัพธ์ทางใจที่พลังงานส่งผลต่อร่างกาย

สมมติสัจจะกล่าวถึงทุกสิ่งเราประสบพบในชีวิตว่าเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมีปัจจัยเงื่อนไข รวมทั้งสภาพของจิตใจเราด้วย ไม่ใช่แค่ว่าเรารู้สึกอยากจะทำอะไร แต่ว่าเมื่อทำไปแล้วนั้น เราจะสุขหรือทุกข์อย่างไรด้วย นี่คือความจริงด้านหนึ่ง - คาถาบทสวดในบรรทัดหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งที่ทุกสิ่งเกิดขึ้นมา - ดังนั้น สิ่งต่างๆเกิดขึ้นมีอยู่และทำหน้าที่ตามนั้น  

ปรมัตถสัจจะ ความจริงระดับลึกซึ้งที่สุด

ความจริงแบบที่สองเป็นความจริงในระดับที่ลึกซึ้งกว่า ถึงแม้ว่าสิ่งต่างๆดูปรากฏเหมือนมีอยู่และทำหน้าที่แม้ในหนทางที่เป็นไปไม่ได้เพราะเกิดจากจิตที่เราปรุงแต่งและนึกคิดไป แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง 

สรรพสิ่งมีอยู่เพราะเกิดจากการปรุงแต่งนึกคิด แต่สรรพสิ่งไม่มีอยู่โดยแท้จริง สิ่งนี้เรียกว่า  “ความว่าง” หรือคำแปลที่มักใช้คำว่า  “ศูนยตา”

ถึงแม้ว่าจิตของเราทำงานปรุงแต่งมากมายเกินจริงเพราะความสับสนจนกลายเป็นนิสัยความเคยชินไป ส่งผลให้จิตเรานั้นเกิดความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลายระดับ แต่เราก็สามารถเริ่มฝึกปฏิบัติถึงปรมัตถสัจจะหรือความจริงระดับลึกซึ้งนั้นได้โดยลองใช้กับเรื่องระดับพื้นฐานก่อน คือ สิ่งต่างๆไม่มีอยู่โดยจริงแท้เพราะเกิดจากความนึกคิดปรุงแต่ง มันจะมีอยู่เองได้อย่างไร เพราะว่าไม่มีความจริงทำนองนั้น ที่มันดูเหมือนจริงเป็นเพราะเราคิดปรุงแต่งไปตามอาการของความไม่รู้ของความสับสน ไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่มีอะไรเลย

มาดูตัวอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักดี มีเด็กคนหนึ่งคิดว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ใต้เตียงนอน ความจริงแล้วเป็นแมวต่างหากที่อยู่ใต้เตียง แต่เด็กคิดจินตนาการไปเองว่าแมวตัวนั้นคือสัตว์ประหลาด เพราะเด็กคนนั้นเชื่อจริงๆว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ในนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระก็ตามที เพราะเด็กเกิดความกลัว ดังนั้นการคิดปรุงแต่งเกินจริงถึงเรื่องไร้สาระนี้ส่งผลและมีอิทธิพลต่อเด็ก แต่ก็ทำให้แมวกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปไม่ได้จริงๆ เพราะไม่มีสัตว์ประหลาดประเภทนั้นอยู่ และจะไม่มีสักตัว ความว่าง คือ ไม่มีสัตว์ประหลาดตนใด และจะไม่มีสักกะตัว แต่เมื่อเลิกคิดไปทำนองนั้น ก็ยังคงมีแมวอยู่ใต้เตียงนอน มันไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรอยู่ในนั้น มีกอไผ่ก็จริง แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่นั้น 

เรามักทำเป็นนิสัยคือเชื่อตามหรือนึกตามโลกปรากฏการณ์ที่ปรากฏต่อหน้าเรา เรายึดถือเอาสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาในขณะนั้นที่เรารู้สึกแบบนั้นว่าเป็นจริง เช่นว่า ตอนนี้รู้สึกไม่สบายเอาเลย เกิดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เกิดขึ้นมาเฉยๆโดยไม่มีสาเหตุ รู้สึกไม่สบายขึ้นมาอย่างนั้น ไม่รู้ว่าทำไม รู้สึกถึงความเบื่อหน่าย รู้สึกบลาๆๆๆ ไม่มีความสุข ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคนหรืองานที่ทำอยู่ มันเกิดขึ้นมาทันใดไอ้ความรู้สึกไม่สบายหรือความรู้สึกต่างๆนาๆ แม้ว่าจะไม่รุนแรงก็ตาม แต่ก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจตะหงิดๆ แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดขึ้นราวกับว่าไม่มีสาเหตุ แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นแบบนั้น เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริง นี่คือความจริงระดับลึกสุด 

สมมติสัจจะหรือความจริงสัมพัทธนิยมถือว่า ทุกสิ่งไม่ว่าสุขหรือทุกข์เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย เหตุและผล แม้ว่านั่นจะเป็นความจริงแท้ แต่ดูเหมือนโลกที่ปรากฏกับข้าพเจ้าหรือสิ่งที่ปรากฏกับข้าพเจ้าไม่เป็นจริงตามนั้นเอาเลย มันปรากฏต่อข้าพเจ้าแบบหาสาเหตุหาที่มาที่ไปไม่ได้เอาเลย ความจริงระดับขั้นสูงสุดกล่าวว่าสิ่งที่ดูปรากฏต่อข้าพเจ้าไม่ตรงตามความเป็นจริง - โลกที่ดูปรากฏ หรือสิ่งปรากฏเกิดจากการคิดปรุงแต่งไปตามอาการของความไม่รู้ของความสับสน เรื่องนี้ลึกซึ้งมากหากท่านคิดพิจารณาให้ดีพอ

มีอีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่าข้าพเจ้ามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่อาจจะพูดตะโกนต่อว่าใส่ข้าพเจ้าเป็นบางครั้ง เราทั้งสองมีมิตรภาพสัมพันธ์ที่ดี แต่เขาเกิดโกรธข้าพเจ้าขึ้นมากระทันหัน แล้วตะโกนต่อว่าใส่หน้าข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะคิดอย่างไร มันดูเหมือนว่า “เพื่อนคนนี้ไม่รักข้าพเจ้าอีกต่อไปแล้ว” ข้าพเจ้าเสียใจมากเพราะสิ่งที่ดูปรากฏต่อหน้าหรือความรู้สึกที่เกิดต่อข้าพเจ้ามันดูเหมือนว่าเพื่อนคนนี้ได้ตะโกนต่อว่าใส่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ยึดเอาการกระทำของเขา (ตะโกนต่อว่า) ที่ทำกับข้าพเจ้าว่าเป็นตัวเขาทั้งหมด การคิดเกินจริงแบบนั้นมันไม่ตรงกับความเป็นจริง การตะโกนต่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆโดยไม่มีสาเหตุ หรือไม่เกี่ยวข้องกับมิตรภาพความสัมพันธ์ที่ยืนยาวระหว่างเราทั้งสอง บางทีเรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับท่านมาแล้ว 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรากลับมองไม่เห็นความสัมพันธ์ทั้งหมดของเพื่อนเรา - หรือเวลาอื่นที่อยู่กับเพื่อนคนนี้ทั้งหมด หรือในความสัมพันธ์เกี่ยวข้องที่เหลือทั้งหมด อันนี้เรื่องหนึ่ง แต่มีอีกเรื่องหนึ่งคือว่า เรามองไม่เห็นภาพรวมทั้งหมดที่ใหญ่กว่า เราไม่ใช่คนเดียวในชีวิตของเพื่อน และเขาไม่ได้มีมิตรภาพความสัมพันธ์กับเราเพียงคนเดียว นอกจากข้าพเจ้าแล้ว เพื่อนเรายังมีชีวิตอื่นอีกกับผู้อื่นและสิ่งอื่นที่ใหญ่กว่า และชีวิตส่วนอื่นนั้นมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของเขาเช่นเดียวกัน บางทีวันนี้เพื่อนเราคนนี้มีปัญหายุ่งยากกับงานที่ทำ หรือเขามีปัญหากับพ่อแม่ ทำให้อารมณ์เสีย หลุดปากมาต่อว่าข้าพเจ้า ความจริงระดับลึกที่สุดคือว่า สิ่งที่ข้าพเจ้านึกคิดเอาเองตามใจชอบถึงเพื่อนคนนี้นั้นไม่ถูกต้อง การที่เพื่อนแสดงพฤติกรรมด่าข้าพเจ้าเช่นนี้แล้ว แต่ไม่ทำความเข้าใจโดยตัดเรื่องอื่นหรือเหตุการณ์อื่นออกไปหมดนั้นไม่ถูกต้องตามจริง บริบทมิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสองหรือเกิดอะไรกับชีวิตของเขามีส่วนเกี่ยวข้องต่อพฤติกรรมการกระทำที่เขาแสดงออกมา ความจริงตามสิ่งปรากฏที่เป็นอิสระโดดๆไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดๆไม่มีอยู่จริงหรือเป็นไปไม่ได้ สรรพสิ่งมีอยู่ แต่ไม่มีอยู่จริงโดยตัวของมันเองเพราะต้องอิงอาศัยสิ่งอื่น เรียกว่า “ความว่าง”  “ศูนยตา” ในภาษาสันสกฤต คือ คำเดียวกับคำว่าศูนย์ 

ในความจริงทั้งสองระดับ สิ่งต่างๆมีอยู่โดยอิงอาศัยสัมพันธ์กับสิ่งอื่น จึงเกิดขึ้นของเหตุและปัจจัย เพราะว่าเหตุและปัจจัยสัมพันธ์เกี่ยวข้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน สาเหตุจะเกิดขึ้นไม่ได้โดยไม่มีผล หรือพูดง่ายๆว่ามีสาเหตุต้องมีผล ถ้าไม่มีอะไรส่งผล แล้วจะมีสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลได้อย่างไร

สมมติสัจจะหรือสรรพสิ่งมีความสัมพันธ์ที่มีสาเหตุทำหน้าที่ได้จริงเนื่องจากความจริงที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับทุกสิ่ง ไม่มีอะไรที่มีอยู่จริงโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นใด หรือสรรพสิ่งเกิดขึ้นมีอยู่เพราะอิงอาศัยกัน

ข้อเท็จจริงมีว่าความจริงทั้งสองระดับนี้สนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งระบุในคาถาบทสวดว่าสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่เป็น “พื้นฐาน” เป็นพื้นฐานของคาถาข้อต่อไปในบรรทัดต่อไป คือ เห็นสัจจะความจริงทั้งสองระดับเป็นพื้นฐานความจริงตามนั้น และหลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงเห็นเข้าใจในอริยสัจ 4 ตามมา

คำถาม 

ประสบการณ์รับรู้ความจริงแท้

มีความเป็นไปได้ไหมที่เราจะสามารถรับรู้ความจริงที่แท้จริงได้โดยตรง ไม่หลงคิดผิด หรือว่ามันเป็นไปไม่ได้ 

เป็นไปได้ครับ ถึงแม้ว่าดูเหมือนจิตของเราทำงานไปตามความหลงตามจิตนึกคิดปรุงแต่งเอาเอง แต่ทว่าเมื่อมันไม่ตรงกับความเป็นจริง มันจึงต้องกำจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนความจริง สาเหตุเพราะว่ามีสิ่งที่เป็นความจริง เนื่องจากการบิดเบือนความจริงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติพื้นฐานการทำงานของจิต จึงมีความเป็นไปได้ที่จิตจะทำงานได้โดยไม่บิดเบือนความจริงหรือนึกคิดไม่ตรงกับความเป็นจริง 

ในหลักการนั้นเราเข้าใจว่าเมื่อใจเราบิดเบือนความจริง ปัญหาจะเกิด คือ ความทุกข์ไม่มีความสุข แต่เมื่อเราหยุดใจเราที่ก่อให้เกิดการคิดปรุงแต่งบิดเบือนความจริงเช่นนั้น เราจึงไม่สร้างปัญหาขึ้นมาให้แก่ตัวเรา ครั้นเมื่อเราเข้าใจว่าใจของเราสามารถบรรลุเข้าถึงเป้าหมาย เราจึงเข้าถึงทิศทางที่รอดปลอดภัยนั้นเพื่อให้ชีวิตหลีกหนีจากทุกข์ ทิศทางที่รอดปลอดภัยนั้นเรียกว่า “สรณะ - การเอาสิ่งหนึ่งเป็นที่ยึดที่พึ่งพิง”  แต่เราสามารถวางเป้าหมายเมื่อเชื่อมั่นว่ามันไปได้จริงที่จะตรัสรู้บรรลุธรรม ความเชื่อศรัทธาเกิดจากเราตระหนักรู้ชัดว่าที่ข้าพเจ้ากล่าวมาทั้งหมดคือ เรื่องความจริง และเราสามารถมองเห็นซึ่งความจริงได้

แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นระยะเวลานานเพื่อคุ้นเคยกับความจริงในการตัดทำลายมายาต่างๆออกไปได้ ข้อนี้สมาธิช่วยได้มาก ในบริบทนี้สมาธิคือการฝึกปฏิบัติที่ทำให้เราคุ้นเคยกับความจริงโดยสั่งสมให้เราเห็นความจริงเป็นนิสัย ถ้าท่านสร้างหรือทำให้เป็นนิสัย เมื่อท่านพบกับใคร ก็จะทำให้ท่านเห็นคนนั้นอย่างแท้จริงทะลุปรุโปร่ง ไม่ใช่เห็นเพียงแค่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเพียงเท่านั้น หรือเห็นเพียงสักแต่เห็น แต่เห็นทะลุเข้าไปถึงพวกเขาในวัยเด็ก วัยทารก และวัยผู้ใหญ่ สิ่งต่างๆที่มีอิทธิพลกับชีวิตเขาทั้งหมด ไปจนถึงเมื่อยามพวกเขาแก่เฒ่าและตลอดจนถึงอะไรหลายอย่างที่มีอิทธิพลกับพวกเขาต่อไปในภายหน้า ในหนทางนี้ ท่านจะเห็นความจริงทั้งหมดของคนๆหนึ่ง และเห็นได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมามันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน การเห็นความจริงของคนๆหนึ่งตามนี้ช่วยให้ท่านเกี่ยวข้องสัมพันธ์ตามความเป็นจริงและเป็นคุณประโยชน์มากกว่าเห็นอะไรสั้นๆเหมือนกับเห็นคนจากภาพถ่ายต่อหน้า 

ข้อสำคัญคือท่านต้องฝึกฝนตนเองในเรื่องนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านไม่อาจล่วงรู้ชีวิตทั้งหมดรวมถึงอิทธิพลอื่นที่มีต่อชีวิตท่าน แต่มันไม่สำคัญหรอก เพียงแค่รู้ว่าคนนี้มีอดีตที่ได้รับอิทธิพลมามาก และยังจะมีเรื่องอนาคตอีกมากมายให้ท่านเห็นตามจริงของคนๆนั้น ดังนั้น เมื่อท่านเห็นเด็กทารก ก็ไม่ใช่สักแต่เห็นเด็กทารกว่าเป็นทารก เพราะเขาจะเติบโตเป็นใหญ่ และทุกสิ่งที่เราทำในปัจจุบันนี้ก็จะมีผลว่าเด็กคนนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า เมื่อท่านมองภาพรวมทั้งหมด ก็จะสัมผัสกับความจริงได้ ไม่หลุดจากความเป็นจริง

Top