เป้าหมายเบื้องต้น

เป้าหมายสามระดับในคำสอนธรรมะขนานแท้

คำสอนลัม-ริมกล่าวถึงเป้าหมายหรือแรงจูงใจสู่เป้าหมายสามระดับ ดังนี้ 

  • ระดับเบื้องต้น  – ให้คิดว่าเราจะเกิดมาในชาติหน้าที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่ชาติหน้าชาติเดียว แต่ในทุกๆชาติไป
  • ระดับกลาง  – มีเป้าหมายเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป เราต้องการบรรลุอรหันตผล 
  • ระดับสูง  – เรามีจุดหมายเพื่อบรรลุถึงสภาวะความเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้กำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้รอดปลอดภัย ไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป 

จะเห็นได้ชัดว่าเป้าหมายทุกระดับเกี่ยวข้องกับเรื่องการเกิดใหม่ เหมือนที่กล่าวมาตอนต้น วิธีการแต่ละระดับในสามระดับนำมาใช้กับรูปแบบคำสอนธรรมะไลท์ได้เช่นเดียวกัน เราไม่ควรถือว่าเป้าหมายเหล่านี้เป็นอะไรที่ไม่สำคัญ เพราะว่าคำสอนเป้าหมายสามระดับนี้เป็นคำสอนที่ดีวิเศษอย่างมาก หากเราสามารถพัฒนาเป้าหมายนั้นได้อย่างจริงจัง

การเอาชนะความรู้สึกเศร้าเสียใจโดยเกิดสำนึกซาบซึ้งว่าชีวิตมนุษย์นี้มีค่ายิ่งนัก 

เป้าหมายระดับเบื้องต้น ข้อแรก คือ การตระหนักรู้และซาบซึ้งยินดีว่า “ชีวิตมนุษย์มีค่า” แม้แต่ในระดับคำสอนธรรมะไลท์ เพราะเอาชนะความรู้สึกที่ “รู้สึกแย่” ของตน รวมทั้งความรู้สึกเศร้าสร้อยหดหู่ที่ตามมา เราคิดสะท้อนถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับเรา แต่โชคดีเหลือเกินที่เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น 

มีเหตุการณ์ที่เลวร้ายเกิดขึ้นมากมาย เราไม่ต้องไปดูถึงรายละเอียดว่าเป็นเช่นใด เพียงแค่นึกคิดโดยทั่วไป เช่นว่า เราช่างโชคดีเสียเหลือเกินที่ไม่ได้อยู่ในประเทศหรือดินแดนที่ทำสงคราม หรืออดอยากไม่มีอะไรจะกินจนล้มตายกัน และเด็กๆอดอยากหิวโหย เราคิดถึงว่าตนโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในสังคมเผด็จการที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตัวอย่างนี้คนมีอายุหน่อยในประเทศโรมาเนียอาจเกิดความเข้าใจได้ดีกว่า เราช่างโชคดีที่ไม่ได้เกิดมาบกพร่องพิกลพิการทั้งทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ และในทัศนะพุทธศาสนา เราโชคดีอย่างเห็นได้ชัดที่ไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้าแมลงสาบให้คนจ้องกระทืบฆ่า 

มีวิธีคิดมากมายหลายแบบคล้ายๆกันนี้ และหากเรามองตนเองอย่างเป็นกลางจริงๆ ก็จะพบว่าเราโชคดีจริงๆอย่างไม่น่าเชื่อที่มีอิสรเสรีภาพเหล่านี้ เราไม่เพียงจะได้เสรีภาพจากสิ่งเหล่านี้ แต่ให้เข้าใจไว้เลยว่าเราก็สามารถสูญเสียเสรีภาพได้ทุกเมื่อ เช่นเมื่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันนี้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและอาจจะเลวร้ายกว่าเดิม มีคำคำหนึ่งที่อธิบายถึงสถานการณ์ที่เราอยู่ตอนนี้ คือคำว่า “การหยุดพัก” มีความหมายว่า ทุเลา บรรเทาจากเหตุการณ์ที่แย่ๆ การหยุดพักนี้ บรรเทาหรือทุเลานี้อาจจบลงได้เมื่อไหร่ก็ได้ 

นอกเหนือจากเสรีภาพแล้ว เราต้องมองถึงองค์ประกอบอื่นๆที่ช่วยให้ชีวิตเราน่าอยู่ เช่นเราส่วนมากมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงดี แน่นอนครับที่พวกเราหลายคนอาจเจ็บป่วยได้ แต่ ณ ตอนนี้ เรายังทำงานได้ พระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอน และคำสอนของพระองค์ได้สืบทอดต่อๆกันมาจนถึงพวกเรา มีครูอาจารย์และตำรับตำรามากมายให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ เห็นได้ชัดว่าเราได้รับโอกาสที่ดีมากมาย ในตอนนี้ เราต้องเห็นว่าเรานั้นมีทั้งเสรีภาพและชีวิตที่น่าอยู่ เราต้องซาบซึ้งขอบคุณว่าเราเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง 

คิดถึงความตายและพระอนิจจังเพราะจะไม่เสียเวลาและโอกาสที่ดีงาม 

ข้อต่อไปกล่าวถึงเนื้อหาของเป้าหมายในระดับเบื้องต้น คือให้เข้าใจไว้เลยว่าชีวิตที่มีค่าของเราจะอยู่ได้ไม่นาน ไม่ถาวรตลอดไป นี้ยังไม่รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าสถานการณ์ต่างๆเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อในช่วงชีวิตหนึ่ง ยกเว้นที่ว่า เราทุกคนทั้งหมดต้องตาย ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่ามีการปฏิบัติสมาธิภาวนามากมายถึงความตาย มีคนหลายคนหรือสังคมหลายสังคมที่พยายามลืมไม่พูดถึงความตาย หรือให้ความสนใจถึงเรื่องความตาย จนกระทั่งความตายกลายเป็นข้อห้ามของสังคมไปเสียนั้น เราไม่ยอมรับสัจจะความจริงที่ว่า เมื่อถึงเวลา คนเราต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ทั้งคนที่เรารัก คนที่เรารู้จัก แม้แต่ตัวเราเอง นี่คือความจริง 

มีเหตุผลหลายข้อมาประกอบสนับสนุนว่าเราต้องตายแน่ๆ ใครที่เกิดมาต้องตาย แล้วเราจะมาเป็นคนพิเศษแตกต่างจากคนอื่นๆได้อย่างไร กายนี้มีความอ่อนล้า อ่อนแรง และเสื่อมสภาพลงไปทุกที เมื่อเราเริ่มแก่เฒ่าชราภาพ ร่างกายมันไม่แข็งแรงอย่างที่เรามักคิด เพราะเราอาจเกิดได้รับอันตรายบาดเจ็บได้ง่าย เราต้องเตือนตนเองอยู่เสมอถึงเหตุผลนี้ เพื่อให้มันค่อยๆซึมเข้าไปถึงระดับอารมณ์ ไม่ใช่รู้นึกคิดในหัวสมองเพียงอยางเดียว 

นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่าเราต้องตายแน่ ข้อต่อไปก็คือว่าเราไม่รู้วันตาย เราไม่ต้องรอคอยให้แก่เฒ่าชราก่อน หรือป่วยก่อนแล้วตาย มีคนตั้งมากมายที่ตายก่อนคนแก่คนป่วย แม้ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรงดี  เมื่อไม่กี่วันนี้เองมีเครื่องบินตก คนที่ขึ้นเครื่องไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าเครื่องจะตก เราจะถูกรถชนได้ทุกเมื่อ เพื่อนที่สนิทที่สุดของข้าพเจ้าตายในวัย 54 ปี เขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่หัวใจวายตายเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา

มีเหตุผลต่างๆมากมายที่สนับสนุนยืนยันว่าคนเราตายได้ทุกเมื่อ ไม่ต้อรอให้ทำการงานสำเร็จลุล่วงก่อนแล้วค่อยตาย หรือกินข้าวเสร็จเรียบร้อยก่อน หรือทำอะไรก่อนแล้วค่อยตาย เราไม่อาจเจรจาต่อรองกับความตายว่า “รอก่อนท่านยมฑูต ขอให้ฉันทำเรื่องนี้เสร็จก่อนแล้วค่อยเอาฉันไป” เมื่อความตายมาเยือน มันมาเลย และชีวิตเราก็จบสิ้นลง เมื่อเราหมดเวลา จะไปยืดเวลาอายุคงทำไม่ได้ ท่านไปติดสินบนกับยมฑูตหรือความตายไม่ได้ ร่างกายเราอาจจะทำงานอยู่ได้จากเครื่องช่วยชีวิต แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่าหากอยู่ในสภาพเหมือนกับผัก เพราะในท้ายสุดแล้วชีวิตก็ต้องจบสิ้นลง

ข้อสามที่เกี่ยวกับความตายคือ การพิจารณาว่าอะไรที่เป็นประโยชน์เมื่อเราใกล้ตาย เราเอาเงินทอง เพื่อนฝูง ครอบครัวติดตัวไปกับเราก็ไม่ได้ แม้แต่สร้างปิรามิดและฝังเก็บสิ่งของทรัพย์สมบัติ หรือเพื่อนฝูง ครอบครัวให้อยู่ในนั้นกับเราเมื่อเราตายก็ไม่ได้เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ตามไปกับเราด้วย ในทัศนะพุทธศาสนาสิ่งที่ช่วยเราเมื่อเราตายจากไปคือคุณงามความดีที่เราได้ทำมาจะติดไปกับจิตของเราทุกเวลา 

บางทีเราได้ทำสิ่งที่ดีงามหลายอย่าง ได้ช่วยเหลือผู้คน ได้มีความเจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติธรรม ลดละความโกรธ ความเห็นแก่ตัวและสิ่งอื่นๆ ส่งผลให้จิตของเราเกิดความเปลี่ยนแปลง ในมุมมองของธรรมะไลท์แล้ว เราตายจากโลกนี้ไปก็ไม่เศร้าโศกเสียใจเพราะรู้ได้ว่าเราใช้ชีวิตที่ดีงามเต็มที่เพียงพอแล้ว โดยเฉพาะได้ให้การดูแลบุคคลอันเป็นที่รัก หรือในระดับกว้างกว่านั้นได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม เกิดความสุขสงบภายในใจ เพราะ “เราได้ใช้ชีวิตที่ดีเพียงพอแล้ว”

ในมุมมองของธรรมะขนานแท้ เราตายได้อย่างมั่นใจ และสนิทใจได้ว่านิสัยสันดานที่ดีที่เป็นบวกเป็นกุศลที่ได้ทำเอาไว้จะตามไปกับจิตเราในปรโลก เมื่อความตายมาถึง เรารู้สึกได้ว่า “ในชาติหน้า ฉันจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีค่าอีก เกิดมาเป็นเด็กที่มีสัญชาติญาณฝ่ายสูง” ข้อนี้เห็นได้ชัดในเด็กๆ เด็กบางคนชอบแหกปากร้อง หรือโกรธขึ้งอยู่ตลอดเวลา แต่เด็กบางคนไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขากลับสงบเรียบร้อย และมีความเมตตากรุณากับผู้อื่น ที่เป็นแบบนี้เพราะผลกรรมจากอดีตชาติที่ทำไว้และส่งต่อมาในชาติหน้า เมื่อเราตายดีหรือไปอย่างสงบ จะช่วยเราอย่างมากให้ไปเกิดในสุคติภูมิหรือภพภูมิใหม่ที่ดี เงินทองที่เราเก็บสะสมในธนาคารไม่อาจช่วยให้เราเกิดสุขอกสุขใจได้ เพราะเมื่อเราตายแล้ว จำนวนเงินแค่ปรากฏอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์เฉยๆเพียงเท่านั้น 

มรณานุสติ 

ด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงต้องเจริญมรณานุสติภาวนา โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา เราถามตนเองว่าพร้อมที่จะตายได้ทุกเวลาหรือไม่ เราจะเสียใจกับชีวิตที่ผ่านมาไหมหากต้องตายในวันนี้ ประเด็นก็คือเราจะไม่สิ้นหวังหดหู่ใจ แต่จะใช้โอกาสของชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่านี้ หรือโอกาสอื่นที่เรามีในขณะนี้ นั่นคือจุดมุ่งหมายของการภาวนาถึงความตายนี้ มันไม่ใช่ว่าเราแก่ลงไปทุกวัน แต่เรากำลังใกล้ถึงฝั่งหรือวันตายไปทุกเมื่อ วันแต่ละวันหมดลง ชีวิตของเราก็เหลือน้อยลงไปอีกวัน วันเวลากำลังหมดลงไป ไม่รู้ว่าเราจะเหลือเวลามากน้อยเพียงใด ดังนั้นเราต้องทำชีวิตของเราที่เหลือให้ดีที่สุด อย่าไปเสียเวลาปล่อยให้กาลเวลาสูญเปล่าไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าเราตายแล้วพบว่าเราได้เสียเวลาของชีวิตไปจริงๆ เรายังทำอะไรกับชีวิตได้มากกว่านี้ ถ้าเป็นแบบนั้น สภาพจิตใจของเราในขณะที่ใกล้ตายคงแย่เอามากๆ 

เราต้องบอกเตือนตนเองไว้เสมอว่า “ต่อแต่นี้ไป ฉันจะไม่ปล่อยให้เสียโอกาสอีกต่อไปแล้ว” และต้องให้สภาพจิตใจอยู่ในภาวะสมดุลย์ ไม่กลายเป็นคนที่บ้าคลั่งไคล้อะไรได้ง่าย หรือมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าจะไม่มีงานทำ หรือกลัวว่าจะทำสมาธิไม่ได้ มีสิ่งเดียวที่เราควรทำคือ ทำจิตใจให้สบาย ให้ผ่อนคลาย และหยุดพักเสียบ้างถ้าจำเป็น เพื่อให้มีพละกำลังในการทำงานอื่นอีกต่อไป มีบทโกอานในพุทธศาสนานิกายเซนที่ข้าพเจ้าชื่นชอบ กล่าวว่า “ความตายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ขอให้ท่านผ่อนคลายทำจิตใจให้สบาย” ถ้าท่านคิดเรื่องนี้ได้ มันจริงมีเหตุมีผลทีเดียว ใช่ครับที่ว่าเราตายได้ทุกเมื่อทุกเวลา แต่การหมกหมุ่นหรือคิดและทำอะไรตึงเกินไปจะทำให้เราแพ้ภัยตนเองนะครับ .

ประเด็นสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่านี้ แต่ขอให้เราทำให้เกิดความสมดุลย์ ผ่อนคลายก็ได้ถ้าเราต้องทำ แต่ต้องซื่อสัตย์กับตนเองหากจริงๆแล้วเรารู้สึกเกียจคร้าน ไม่ได้เหนื่อยล้าแต่อย่างใด ขอให้เราจำใส่ใจถึงเป้าหมายของเรา 

จริงๆแล้ว มรณานุสติภาวนาเอามาใช้ได้ทั้งกับธรรมะไลท์และกับธรรมะขนานแท้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีสิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำ อาจเป็นว่าบอกคนที่เราต้องการจะบอกว่าเรารักเขานะ และขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้กับเรา หรือกล่าวขอโทษในข้อผิดพลาดบางอย่างที่ได้ทำลงไป บอกเขาไปเลยครับ ไม่ต้องชักช้ารีรอ เพราะเขาอาจจะไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันพรุ่งนี้ หรือเราเองอาจไม่มีชีวิตรอดถึงวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้ อันนี้คือบทเรียนที่ได้จากคำสอนเรื่องการตระหนักรู้ถึงความตายในแนวทางธรรมะไลท์ มรณานุสติภาวนานี้มีคุณประโยชน์มากๆในทุกระดับ เราไม่ควรปฏิเสธไม่ยอมรับความตาย แต่ต้องเตรียมพร้อมถึงความตาย เราทำได้โดยการสร้างจินตภาพถึงความตาย หรืองานศพของตนเองซึ่งดูเป็นจริงเป็นจังสักหน่อย ขออย่างเดียวว่าเราไม่ควรอิงกับมันมากจนทำให้เราเกิดความเครียดหดหู่ หรือสุขภาพจิตกลับแย่ลง! 

เกิดความเกรงกลัวว่าจะไปเกิดในทุคติภูมิหลังจากตายไป 

อันดับต่อไปจะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นหลังความตาย สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือทุคติภูมิที่เราต้องไปเกิดเพื่อรับใช้ผลกรรมที่ทำไว้ ในพุทธศาสนา ทุคติภูมินี้ไม่ใช่มีแต่ภพภูมิสัตว์เดรัจฉานที่ตํ่ากว่ามนุษย์ แต่รวมทั้ง ภพภูมิอื่นๆที่ไม่อาจแลเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

ภพภูมิของสัตว์รวมไปถึงสัตว์ประเภทแมลงหรือปลาทุกประเภททุกพันธุ์ มีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดว่าการเกิดในอาณาจักรสัตว์นั้นมันแย่เพียงใด เพราะเต็มไปด้วยความกลัว ความทุกข์ทรมาณ และความยากลำบากที่ต้องประสบ เมื่อคิดถึงภพภูมิของสัตว์ อย่าไปคิดถึงเจ้าสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลที่อาศัยอยู่ในบ้านหรูใหญ่โต มีคนคอยตบแต่งตัดเล็บให้ แต่ให้คิดถึงสัตว์ประเภทแมลงสาบหรือหนูที่คนส่วนใหญ่รังเกียจ เเมลงเตัวเล็กตัวน้อยหรือปลาเล็กปลาน้อยที่ถูกสัตว์ใหญ่กินเป็นอาหาร รวมทั้งถูกเชือดเป็นอาหารแก่มนุษย์ 

สภาพอารมณ์ที่คนทั่วไปนิยมเรียกถึงความวิตกกังวลต่ออนาคตว่า “ความหวาดกลัว” เป็นคำศัพท์ที่นิยมใช้กัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าไม่มั่นใจว่าการใช้คำนี้ถูกต้องเหมาะสมดีไหม เพราะคำหวาดกลัวนี้แสดงถึงความสิ้นหวัง แก้ไขไม่ได้หรือทำให้ดีขึ้นไม่ได้ แต่จริงๆแล้วเราทำได้ คือ หลีกเลี่ยงไม่ทำมัน ดังนั้นข้าพเจ้าเลือกใช้คำว่า “ความเกรงกลัว” มีความหมายว่าเราขยาดจะไม่ทำอีกต่อไปอย่างแน่นอน 

ขอตัวอย่างหนึ่งที่คล้ายๆกันนี้ เราไม่อยากเข้าร่วมประชุมธุรกิจที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องไปเข้าร่วม แม้ว่าการประชุมนั้นดูน่าเบื่อหน่ายและแย่ก็ตามที แต่เราก็ไม่กลัวที่จะไปประชุม อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้สิที่เราควรสร้างให้เกิดขึ้นมา ชีวิตเรามีค่ายิ่งนัก เพียงแต่ว่าเราอาจหลงทางทำผิดได้ทุกเมื่อ ดังนั้นแล้วเราควรใช้ประโยชน์กับชีวิตที่มีค่านี้ใช้ชีวิตใหม่ หลีกเลี่ยงไม่เกิดเป็นแมลงสาบในชาติหน้า 

ในคำสอนธรรมะขนานแท้ นอกจากไปเกิดในภพภูมิสัตว์ชั้นตํ่าที่เกิดเป็นสัตว์และแมลงแล้ว ยังรวมถึงการเกิดเป็นเปรตและสัตว์นรกอีกด้วยในอบายภูมิ เราไม่ต้องอับอายอะไรกับคำสอนเรื่องอบายภูมินี้ การไม่สอนหรือปกปิดคำสอนเรื่องนี้ดูจะไม่เป็นธรรมกับพุทธศาสนาเอาเลย จริงๆแล้วเราควรเปิดใจกว้างและกล่าวว่า “ฉันก็ไม่เข้าใจคำสอนนี้เอาเลยจริงๆ” 

เราจะเข้าใจอบายภูมิได้อย่างไร 

เราอาจจะเทียบเคียงความคิดเรื่องอบายภูมินี้ว่าอยู่ในโลกมนุษย์เรานี้เอง ไม่ได้อยู่ในโลกอื่นหรือดินแดนอื่น ดั่งคำสอนที่ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ  ความสุขความทุกข์เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ อบายภูมินี้ก็เกิดขึ้นในใจของเราเมื่อเผชิญเรื่องเลวร้ายต่างๆหรือเหตุการณ์ต่างๆ เป็นกระบวนการทางจิตที่เห็น รับรู้และนึกคิดทุกขณะจิตซึ่งมีทั้งดีและร้าย สุขหรือทุกข์ จริงๆแล้ว ข้อนี้ดูเหมือนจะทำให้เราแตกต่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์มีข้อมูล รู้และทำงานกับข้อมูลนั้น แต่คอมพิวเตอร์ไม่มีความรู้สึกสุขทุกข์ใดๆ และขาดซึ่งประสบการณ์ของข้อมูลต่างๆที่ถูกป้อนให้มา นิยามของประสบการณ์คือ มีความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งสุขและทุกข์ และทั้งความสุขและความทุกข์ก็มีแตกต่างหลากหลายทางความรู้สึก ว่าสุขทุกข์ระดับไหน ขนาดไหน เพราะขึ้นอยู่กับตัวฮาร์ดแวร์ที่เปรียบได้กับร่างกายเรานี้เอง

ไม่เพียงแต่ว่าความสุขหรือความทุกข์มีระดับไหน ขนาดไหน หรือปริมาณเท่าใด การรับรู้ที่เป็นความรู้สึกเกิดจากประสาทสัมผัสทั้งหมดที่เรามีก็มีหลายระดับ หลายขนาดหรือปริมาณเช่นเดียวกัน เช่น คนบางคนเห็นได้ไกลกว่าคนอื่น หรือได้ยินชัดกว่าผู้อื่น คนบางคนทนร้อนหรือทนหนาวได้ดีกว่าคนอื่น ส่วนสัตว์บางตัว เช่น สุนัขสามารถได้ยินคลื่นความถี่ที่สูงกว่ามนุษย์ เพราะมีร่างกายไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงมีตัวฮาร์ดแวร์ที่ต่างกัน เหยี่ยวมีดวงตาเห็นภาพได้ชัดมากกว่าตาของมนุษย์ ถ้าหากความรู้สึกอันเกิดจากประสาทสัมผัสนี้มีหลายระดับ หลายขนาดแล้วละก้อ ทำไมความรู้สึกสุขทุกข์ของมนุษย์จะมีหลายระดับและหลายแบบไม่ได้เล่า 

ความสุขที่เกิดจากความเพลิดเพลินยินดีและความทุกข์จากความเจ็บปวดก็มีลักษณะเช่นเดียวกันแม้ว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว สุขทุกข์รับรู้ได้ทางใจ แต่ความเพลิดเพลินยินดีและความเจ็บปวดเป็นเรื่องทางกายมากกว่า เมื่อร่างกายมนุษย์คือฮาร์ดแวร์ พอร่างกายเกิดเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมาณขึ้นมามากๆ เราก็เป็นลมล้มลงหมดสติได้ ความเจ็บปวดทางอารมณ์ทำให้ร่างกายเราเกิดอาการช็อคหมดสติดับวูบลงได้ 

ความสุขสนานที่เกิดจากความเพลิดเพลินยินดีทางร่างกายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถ้าลองวิเคราะห์ดูเรื่องความสุขที่ได้จากการเกาบริเวณที่คัน มันไม่เจ็บเลยแต่กลับกลายเป็นว่าเป็นสุขอย่างมากจนเราเกาอย่างสะใจบริเวณที่คันจนเกิดแผลอันตรายแย่กว่าเดิม เพราะการเกาบริเวณที่คันก่อให้เกิดความเพลินดี สิ่งนี้กลายเป็นความผิดปกติแบบหนึ่งของโรคผิวหนังเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความพยายามที่จะทำเฉยๆ ปล่อยใจให้ผ่อนคลายสบายๆ ไม่ไปสนใจบริเวณที่คัน มันช่างยากมากและซับซ้อนโดยเฉพาะเมื่อเกาบริเวณที่คันนั้นมันเกิดเป็นแผลและอันตราย แต่เราทำได้ที่จะไม่ทำมัน มันก็คล้ายๆกับความสุขเพลิดเพลินทางเพศ ยิ่งถูกกระตุ้นให้สุขล้นหรือเต็มที่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถึงจุดสุดยอดทางเพศสัมพันธ์เร็วมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ความสุขความเพลิดเพลินก็ถูกทำลาย ดับมอดจบลงไป 

ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นได้ก็คือร่างกายมนุษย์ที่เป็นฮาร์ดแวร์นี้สามารถรับรู้ถึงประสบการณ์สุขและทุกข์ได้แตกต่างหลากหลายระดับมากน้อยกันไป เรามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าสัตว์ก็มีประสบการณ์รับรู้ทั้งสุขและทุกข์แตกต่างหลากหลายระดับเช่นเดียวกัน เช่นการเห็นและการได้ยิน และมีเหตุผลที่เป็นไปได้มากว่ามีฮาร์ดแวร์แบบอื่นๆด้วยเช่นกันที่มีศักยภาพความสามารถมีประสบการณ์รับรู้ความเจ็บปวดหรือความสุขเพลิดเพลินทางกายและสุขทุกข์ทางใจได้มากหรือละเอียดกว่าเป็นไหนๆ ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ละครับ 

มันเป็นเรื่องการทำงานของจิตที่เรากล่าวถึงความสัมพันธ์สืบเนื่องเชื่อมต่อจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง การกล่าวว่าการรับรู้ถึงประสบการณ์การรับรู้ทุกขีดระดับของความทุกข์ความเจ็บปวดและความสุขเพลิดเพลินยินดีทางร่างกายและจิตใจนั้นไม่อาจทำได้ดูจะไม่เข้าที ไม่มีเหตุผล เพราะขึ้นอยู่กับตัวฮาร์ดแวร์ของเราเองในชีวิตนี้หรือในชาตินี้ อย่างน้อยการที่เราเปิดใจกว้าง พิจารณาว่ามีชีวิตอื่นนอกจากชีวิตของเราที่มองไม่เห็น ดั่งที่ปรากฏในคำสอนพุทธศาสนาดูจะมีเหตุผลที่ดีมากพอควร ในอดีตเราไม่สามารถเห็นอมีบาด้วยตาเปล่า แต่เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าและมีการค้นพบกล้องจุลทรรศน์ขึ้น เราก็สามารถเห็นอมีบาและจัดมันเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง หลักการเดียวกันนี้ที่ว่าเราไม่สามารถเห็นผีด้วยตาเปล่า แต่อาจเป็นไปได้ว่าเราสามารถเห็นผีได้ด้วยจิตที่ได้รับการฝึกฝนดีแล้ว 

คำสอนในธรรมะไลท์ที่เป็นคำสอนเบาๆได้อธิบายตีความเรื่องภพภูมิอื่นๆว่าเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในจิตมนุษย์เอง เช่นว่าคนที่จิตใจร้อนลุ่ม ก็เปรียบเสมือนว่าอยู่ในสภาวะของนรกแล้ว ไม่ต้องรอไปถึงโลกหน้า คำสอนแบบนี้ช่วยให้เกิดความสงสารเวทนาต่อผู้อื่น และไม่อยากจะอยู่ในสภาพแบบนั้นในอนาคต คำสอนธรรมะไลท์ที่พลิกอธิบายแบบนั้นไม่มีปัญหานะครับ แต่พระธรรมคำสอนแบบขนานแท้ไม่อธิบายถึงเรื่องนี้ว่าเป็นประสบการณ์ทางจิตวิทยา แต่เป็นประสบการณ์รับรู้ที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกผู้ทุกนาม ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ที่มีการสืบต่อเนื่องของจิตที่ไม่ขาดสาย จิตทำงานต่อเนื่องไม่ขาดสายโดยนำพาเอาความสุขความทุกข์ ความเพลิดเพลินใจ ความเจ็บปวดไปด้วยในทุกระดับมากบ้างน้อยบ้างตามกันไป แน่นอนว่าเราไม่ต้องการให้มีข้อจำกัดใดๆ หรือจิตนำพาเอาประสบการณ์ที่เจ็บปวดเลวร้ายตามไปด้วยในอนาคต 

มีหนทางใดบ้างที่เราพอจะหลีกเลี่ยงได้ คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญ! ก่อนอื่นเลย เราต้องดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ดีงาม เมื่อนั้นเราอาจหลีกเลี่ยงไม่ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ไม่ดีในปรโลก ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยนำพาเราสู่การหลุดพ้นตรัสรู้บรรลุมรรคผล 

ทิศทางที่รอดปลอดภัย  :  การเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

ข้าพเจ้าไม่ต้องการใช้คำว่า  “ที่พึ่ง” ในความหมายที่ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ เพราะฟังดูแล้วที่พึ่งมีความหมายไปในทางพึ่งพา ไม่ทำอะไร เอาแต่รอคอยให้คนอื่นช่วยเหลือ เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่ยึด ที่พึ่งพา เสมือนผู้ให้ความช่วยเหลือ “พระพุทธเจ้าขอรับ ช่วยข้าพเจ้าที!” และเราไม่ใช่สัตว์ที่จะต้องเอาไปอยู่ที่เขตสงวนป้องกันพันธุ์สัตว์ป่า เรากำลังพูดถึงการที่เราต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่พึ่งพาสิ่งใดๆหรือไม่นำพาการฝึกปฏิบัติ ข้าพเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่า “ทิศทางที่ปลอดภัย” ของชีวิต เมื่อเราไปในทางที่รอดปลอดภัย เราจะป้องกันตนเองไม่ไปเกิดใหม่ในทุคติภูมิ ที่ต้องมาเกิดซํ้าแล้วซํ้าเล่าโดยควบคุมไม่ได้ รวมทั้งไม่อาจช่วยเหลือผู้อื่นได้ดีเต็มที่ 

 “พระธรรม” แปลได้ใจความว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งจริงๆแล้วหมายถึงมาตรการป้องกัน โดยที่เราร่วมกายใจปกป้องตนให้หลีกพ้นจากปัญหาและความทุกข์ความยากลำบากที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้า เราใช้มาตรการเหล่านี้ในชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา 3 ข้อ คือ การเกิดใหม่ในทุคติภูมิในโลกหน้า การเกิดใหม่ทั้งหมด และความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกที่ทำไม่ได้เต็มที่เต็มกำลัง 

ทิศทางที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นทางอันประเสริฐ ได้แก่เส้นทางเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ หยุดและหมดสิ้นซึ่งอุปสรรคขัดขวางทั้งปวง และรวมถึงความสับสน ความบกพร่องและอารมณ์ขุ่นมัวที่เป็นกิเลส ในขณะเดียวกันพระองค์ท่านได้เข้าถึงศักยภาพที่ดีงามด้วยใจ นี้คือทิศทางที่เราพูดถึงและหมายถึงว่าเป็นทางที่รอดปลอดภัยจากภัยอันตรายใดๆของคุณพระรัตนตรัยทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระธรรมเป็นคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงบรรลุ และหากเราปฏิบัติตามคำสอนนั้น เราก็จะบรรลุมรรคผลเช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าหมายถึงบุคคลที่ตรัสรู้รู้แจ้งโดยสิ้นเชิง พระสงฆ์ไม่ได้หมายถึงบุคคลที่เพียงอาศัยอยู่ในอารามหรือในพุทธสถาน แต่หมายถึงสังฆะหรือชุมชนสงฆ์ จริงๆแล้ว ทางนี้ก็ยังถือว่ายังไม่ปลอดภัย สงฆ์ที่เป็นหนึ่งในคุณพระรัตนตรัยควรหมายถึงว่า พระอรหันต์ผู้ปฏิบัติรู้ปฏิบัติชอบจนตรัสรู้บรรลุมรรคผลกำจัดกิเลสได้แม้ไม่ทั้งหมด แต่ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้กำจัดกิเลสทั้งหมดได้โดยสิ้นเชิง 

สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ ต้องมีทิศทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องปลอดภัย เพื่อบรรลุธรรมเหมือนดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้กำจัดกิเลสทั้งหมดโดยสิ้นเชิง และพระสงฆ์ก็ตรัสรู้บรรลุมรรคผลกำจัดกิเลสได้แม้ไม่ทั้งหมด ชีวิตที่มีทิศทางจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตที่ไร้ทิศทาง เพราะมีค่ามีความหมายมากกว่า และเราจะมุ่งประพฤติปฏิบัติเพื่อกำจัดข้อด้อยข้อบกพร่องที่ตนมี และตระหนักรู้ในศักยภาพของตน เมื่อทำได้อย่างนั้นแล้ว เราจะเกิดความสุขใจมากยิ่งกว่าเดิม เพราะเราไม่ต้องคิดหรือถามกับตัวเองอีกต่อไปแล้วว่า “ฉันไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร ไม่รู้เหมือนกันว่ามาทำอะไรที่นี้ ชีวิตนี้ไม่มีความหมายเอาเลย” คิดแบบนั้นแล้วบ่งบอกว่าสภาพจิตใจของท่านคงแย่มาก โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่คิดแบบนี้มักได้แก่พวกที่มีชีวิตเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทอง หายใจเข้าหายใจออกก็เป็นเงิน ดั่งถ้อยคำที่พูดกันเกร่อว่า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” 

พึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นโทษ

ณ ตอนนี้ เรามีทิศทางที่ปลอดภัยแล้ว มีหนทางไหนบ้างที่เราจะไม่เกิดในอบายภูมิ แนวทางคือ ให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นโทษทั้งทางกาย วาจาและใจ มีความหมายว่าให้พยายามหลีกหนีการกระทำใดๆทางกาย วาจาและใจที่ถูกครอบงำโดยกิเลส เช่น อกุศลมูล 3 ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ และความอิจฉาริษยา การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความจองหอง และกิเลสอื่นๆ วิธีที่ดีที่สุดในระดับต้นของการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่า คือ ไม่พูด ไม่ทำ ไม่คิด ในหนทางที่ไม่ดี 

อย่างไรก็ดี เราต้องทำในวิถีหรือกรอบของพุทธศาสนา หมายความว่า โดยทั่วไป ศาสนาทุกศาสนาสอนเหมือนกันไม่ให้ทำชั่ว คือ ไม่ฆ่าหรือพรากชีวิตผู้อื่น ไม่ลักขโมย แต่สิ่งที่พุทธศาสนาต่างจากศาสนาอื่นตรงที่คำสอนของพุทธศาสนาไม่ใช่กฎ คำสั่ง หรือข้อห้ามข้อบังคับควบคุม กฏที่เกิดจากการบัญญัติจากพระผู้เป็นเจ้า กฏที่ออกโดยสภานิติบัญญัติหรือรัฐบาลนั้นไม่มีในพระพุทธศาสนา จริยธรรมแบบพุทธไม่ได้ตั้งอยู่บนกฏที่ให้นอบน้อมเชื่อฟังหรือทำตามกฎ “จงปฏิบัติตามกฎ มิเช่นนั้นแล้วจะมีความผิดและถูกลงโทษ” แม้แต่ในกฎหมายเเพ่ง การติดสินบนสามารถทำได้ หรือถ้าเราจ้างทนายความที่ว่าความเก่ง เราก็ไม่ต้องถูกลงโทษ และมันไม่จริงที่ว่าเมื่อท่านเคราพกฎ ท่านเป็นคนดี หรือท่านเป็นคนชั่วคนเลว เป็นอาชญากรเพราะไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามกฎ กติกา การนอบน้อมเชื่อฟังและทำตามกฎไม่ใช่รากฐานจริยธรรมทางพุทธ 

สร้างความดีให้ถึงพร้อม 

การสร้างความดีในพุทธศาสนามีความหมายว่าอย่างไร ข้อนี้เป็นข้อสำคัญ จะเข้าใจนัยยะความหมายนี้ได้ต้องเข้าใจถึงการทำสิ่งที่ไม่ดีที่เป็นโทษ ตัวอย่างเช่น วิธีการหนึ่งในการฆ่าหรือพรากชีวิตผู้อื่นคือ การล่าสัตว์ แต่ถ้าเราไม่เคยล่าสัตว์เลยและไม่สนใจในกิจกรรมนี้เอาเลย ข้อเท็จจริงที่ว่าการที่เราไม่ล่าสัตว์ถือเอาไม่ได้ว่าเป็นการสร้างหรือทำความดี ถึงแม้ว่าการไม่ล่าสัตว์เป็นสิ่งที่ดี การสร้างความดีมีความหมายว่าเมื่อเราอยากจะตบยุงหรือฆ่ายุง แต่เราไม่ทำตามความอยากหรือทำตามความรู้สึก เพราะเราเข้าใจดีว่าถ้าเราทำแบบนั้น ก็หมายถึงว่าเราทำเพราะโกรธ คิดถึงแต่เรื่องตัวเอง ตัวกู ของกู เพียงอย่างเดียว และเราก็รู้ด้วยว่าถ้าเราฆ่ายุง มันก็จะติดกลายเป็นนิสัยติดตัวไป เมื่อใดที่เราไม่ชอบ เราก็คิดจัดการมันโดยฆ่ามันเสีย แทนที่จะตียุง เราก็มองหาทางแก้ไขปัญหาเสียใหม่ เช่นจับมันใส่ในถ้วยและปล่อยมันออกไปข้างนอกห้อง การสร้างความดีคือ การละเว้นจากการฆ่าหรือพรากชีวิตสัตว์อื่นแม้ว่าจริงๆแล้วอยากฆ่าเสียเหลือเกิน แต่เราละเว้นที่ไม่ทำเพราะว่าเรารู้และเข้าใจถึงเหตุและผลหรือกรรม เราสร้างความดีแบบนี้ด้วยใจที่เข้มแข็งและอุตสาหะพยายามทำสิ่งที่ดีที่ประเสริฐ 

ยังมีระดับการสร้างความดีหรือสิ่งดีๆที่ประเสริฐกว่า ไม่ใช่เพียงละเว้นจากการฆ่ายุง แต่เรายังให้อาหารมันกินเสียอีก ปล่อยให้มันกินเลือดเราซักนิดหน่อย เพราะหลังจากให้เลือดยุงแล้ว เรายังมีเลือดอีกเยอะ มีคนเพียงไม่กี่คนที่ข้าพเจ้าพบเห็นที่ทำแบบนี้ได้ แค่ความจริงที่ว่าการที่เราไม่ล่าสัตว์ยังไม่ใช่การกระทำที่ดีเพียงพอเท่าใดนัก .

หลักพื้นฐานพุทธจริยศาสตร์ คือ การเข้าใจว่าทำอะไรได้ผลตามนั้น

จริยธรรมพุทธศาสนามีหลักการพื้นฐานทั้งหมดอยู่ที่ทำอะไรได้ผลตามนั้น และพิจารณาเห็นว่าอะไรเป็นโทษอะไรเป็นคุณประโยชน์ เช่น หากเราทำสิ่งไม่ดี เราก็จะไม่มีความสุขความสบาย ใจเราก็จะถูกรบกวน หาความสุขสงบไม่ได้ เราทำสิ่งเลวร้ายลงไปเพราะเกิดความสับสน คือหารู้ไม่ว่าเมื่อทำสิ่งเลวร้ายลงไป ก็คือการทำลายตัวเราเอง เหมือนกับที่เราติดยาเสพติดหรือติดเหล้า เรากลับแย่เอง เราอาจคิดกลับด้านว่าเมื่อเกิดอาการไฮ คือ เมายา หรือเมาเหล้าขึ้นมา เราจะหนีปัญหาทั้งหลายได้ 

ดังนั้นเมื่อเกิดเข้าใจอันดีถึงการกระทำใดที่มีจริยธรรม เราก็จะรู้ว่าเมื่อเราทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนชั่วคนเลว แต่เป็นเพราะเราสับสนไม่รู้ซึ่งความจริง และเมื่อคนอื่นทำสิ่งไม่ดีก่อให้เกิดโทษ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไม่ดีหรือ เป็นคนเลวที่สมควรได้รับการลงโทษ แต่เป็นเพราะเขาสับสนและถูกกิเลสอันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะเข้าครอบงำ คนเหล่านี้สมควรได้รับความเมตตาช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากความสับสนนั้น ใช่ครับ บางทีเราอาจต้องจับหรือขังคนเหล่านี้ไว้เพื่อไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่นข้างนอก แต่ต้องทำด้วยจิตที่เมตตากรุณาจริงๆ เราไม่ต้องการที่จะลงโทษทัณฑ์ หรือทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ทำไปแบบนั้นเพราะต้องการช่วยเหลือเขาจริงๆ สิ่งที่เขาทำลงไป ผลกรรมจะตามจิตเขาไปตลอด ถ้าเราไม่พยายามช่วยเหลือฟื้นฟูเขาเหล่านั้นแล้ว เขาก็จะทำสิ่งที่ชั่วต่อไปในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม ในระดับเบื้องต้น ขอให้เราจงมาดูที่ตัวของเราเองก่อน ในการหลีกหนีเรื่องเลวร้ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ทั้งอนาคตในชาตินี้ที่ธรรมะไลท์สอน หรือในชาติหน้าที่ปรากฏในคำสอนธรรมะขนานแท้ ในระดับนี้ เราได้ใช้ชีวิตมนุษย์ที่มีค่าแสวงหาทิศทางที่รอดปลอดภัย เราให้คุณค่าความสำคัญกับชีวิตนี้มาก เพราะเรารู้ว่าชีวิตนี้อยู่กับเราได้ไม่นาน มันต้องจบสิ้นลง เราต้องทำทุกทางให้มั่นใจได้ว่าเราจะเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่านี้อีก เราต้องการเป็นมนุษย์ เพราะการหลุดพ้นตรัสรู้มรรคผลคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน เหมือนกับธรรมะไลท์ที่เป็นก้าวเดินเพื่อไปสู่ธรรมะขนานแท้ เราใช้ธรรมะระดับเบื้องต้นก้าวพัฒนาไปสู่ระดับกลางและระดับสูงสืบเนื่องต่อไป

สรุป 

ขั้นเริ่มต้นเริ่มด้วยความซาบซึ้งขอบคุณที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่า เรามีร่างกายนี้ มีโอกาสต่างๆ และยิ่งไปกว่านั้น เราเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา ดังนั้นแล้วไม่มีอะไรที่เราจะบรรลุไม่ได้ หากเรามีความเพียรพยายามด้วยใจ 

เรามีชีวิตที่วิเศษสุดอยู่ในขณะนี้แต่มันจะอยู่ไปได้ไม่นานถาวรตลอดไป เพราะไม่มีอะไรจะเที่ยงแท้ถาวร ไม่ว่าเราจะรํ่ารวยมั่งคั่งสักปานใด หรือมีเพื่อนมากหน้าหลายตา หรือมีร่างกายที่มีแข็งแรง เราต้องตายไป ไม่ใช่เพียงแต่ว่าไม่มีอะไรหยุดเจ้าความตายนี้ได้ เราไม่รู้เอาเลยว่าจะตายเมื่อไหร่ มีคำกล่าวว่าถ้าเราตระหนักรู้ถึงความตายจริงๆ หรือตายก่อนตาย เราก็คงจะไม่ใช้ชีวิตไปตามทางแบบโลกๆนั้น 

ครั้นเราเห็นแล้วว่าชีวิตนี้ช่างเปราะบางนัก และจบลงได้ทุกเมื่อทุกเวลา เราจะเริ่มคิดคำนึงถึงชีวิตหลังความตาย สถานที่หลังความตายนั้นมีหลายแบบ และมีหลายที่ที่น่าสะพรึงกลัวที่เราอาจไปเกิดก็ได้ ดังนั้นเราทุกคนควรมีชีวิตที่มีทิศทางที่รอดปลอดภัย 

ทิศทางที่ปลอดภัยนี้ให้เราละเว้นจากอกุศลกรรม อันเป็นการกระทำที่ส่งผลให้เกิดความทุกข์เวทนาในอนาคต และสร้างทำความดีให้ถึงพร้อม อันให้ชีวิตเกิดความสงบสุขในอนาคตเช่นเดียวกัน ด้วยหนทางเหล่านี้ เรามั่นใจได้ว่าเราจะไปเกิดในภพภูมิใหม่ที่ดีที่สุคติ

Top