ลัม-ริม : ธรรมคำสอนในแต่ละระดับที่เป็นแบบแผนดั้งเดิม

ความเจริญก้าวหน้าของปฏิบัติในธรรมคำสอนในแต่ละระดับเพื่อหนทางแห่งการตรัสรู้มีจุดเริ่มต้นคือ การตระหนักรู้ว่าเรามีโอกาสที่หายากเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่า ถ้าเราใช้โอกาสอันดีนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขไม่เพียงแค่ไปเกิดในภพภูมิที่ดีในอนาคต แต่หากยังมีอิสรภาพหลุดพ้นจากทุกข์และตรัสรู้บรรลุมรรคผล ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและจุดมุ่งหมายการปฏิบัติของเรา รวมทั้งการศึกษาเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

การเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนจะมีค่า 

ทำไมการเกิดเป็นมนุษย์ที่มีค่าเปรียบได้กับการมีแก้วมณีสารพัดนึก 

ร่างกายมนุษย์ที่แสนวิเศษนี้มีค่าราคามากกว่าแก้วมณีสารพัดนึกเป็นไหนๆ เพราะว่าเป็นฐานแห่งความสงบสุขอย่างแท้จริง นำมาซึ่งความผ่อนคลาย ไม่เร้าร้อนกระวนกระวาย แต่ความผ่อนคลายในที่นี้ที่ร่างกายเรานำพาไม่ใช่การผ่อนคลายที่เกิดอาการเมายาจากสารเสพติด แต่ร่างกายรู้สึกสงบเยือกเย็นและผ่อนคลาย เพราะเกิดจากประพฤติปฏิบัติธรรม ทำไมร่างกายมนุษย์ที่มีค่านี้จะสำคัญและมีค่าราคากว่าแก้วมณีสารพัดนึก แก้วมณีสารพัดนึกนำอาหารเครื่องดื่มในเราสุขสบายเปรมปรีด์ในชาตินี้ แต่แก้ววิเศษนี้ไม่อาจให้เราอย่างที่ขอในชีวิตหน้าได้ ดังนั้นร่างกายนี้ที่เอื้อประโยชน์และโอกาสที่ดีในการปฏิบัติธรรม จึงมีค่าสำคัญมากกว่าแก้วมณีสารพัดนึกเป็นไหนๆ 

พวกเราทุกคนต่างต้องการความสุขตลอดเวลาและยั่งยืนนานเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ไม่ว่าเราจะบรรลุความสุขมากเท่าไหร่ในชาตินี้ ชีวิตก็สั้นนัก ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการความสุขอันยืนยาว เราต้องคิดคำนึงถึงความสุขในชีวิตหน้าด้วยเช่นเดียวกัน แก้วมณีสารพัดนึกไม่อาจให้เราสุขสมหวังในอบายภูมิ 3 และความเป็นอมตะนิรันดร์ แต่ถ้าเราใช้กายวิเศษนี้เป็นฐานแห่งการประพฤติปฏิบัติ เราสามารถป้องกันตัวเราเองจากการไปเกิดในภพภูมิที่ตํ่ากว่า และหากปฏิบัติได้เหมือนอย่างท่านเจซุน มิลาเรปะ ที่ใช้ร่างกายเป็นสนามประลองทดสอบในการประพฤติปฏิบัติธรรม เราก็จะตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ในชาตินี้ ดังนั้นแล้ว เมื่อแก้วมณีไม่อาจดลบันดาลความสมหวังทั้งปวงเหมือนอย่างที่ร่างกายเราทำได้ กายของเรานี้จึงวิเศษกว่าแก้วมณีสารพัดนึกเป็นไหนๆ

ฉะนั้นแล้ว เราต้องปฏิบัติธรรมกับกายวิเศษนี้ แต่ดูเหมือนว่าเราจะทำตรงกันข้าม - แม้ว่ากายนี้จะวิเศษกว่าแก้วมณีสารพัดนึก เรากลับใช้ร่างกายนี้เพื่อสะสมความมั่งคั่งไม่รู้จบ และแม้แต่สละชีพนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายความสุขในระยะสั้น ในโลกใบนี้ มีคนมากมายที่ฉลาดและรํ่ารวยกว่าเราเป็นอันมาก แต่หากเราใช้กายวิเศษนี้เพื่อธรรมปฏิบัติ เราก็จะเพิ่มผลบุญกุศลมากกว่าพวกเขาเป็นไหนๆ ดังนั้นการไม่เสียชาติเกิดเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีกายวิเศษนี้ จึงสำคัญมากถ้าได้บรรลุเป้าหมายสามประการ คือ 1.กลับมาเกิดใหม่ที่ดี  2. อิสรภาพจากการพ้นทุกข์  3. ตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ 

ไม่สำคัญหรอกว่าเราจะมีวัตถุเงินทองมากมายสักปานใดก็ตาม วัตถุสิ่งของนั้นไม่อาจให้เราพึงพอใจ หรือถึงแม้เขาคนนั้นจะครอบครองวัตถุทั้งหมดในทั่วพิภพ เขาก็ยังไม่อาจพบความสุขใจได้ จึงเห็นเป็นประจักษ์แจ้งว่าแก้วมณีสารพัดนึกไม่อาจดลบันดาลความพึงพอใจได้อย่างแท้จริง เมื่อบุคคลหนึ่งขวนขวายให้ได้มาซึ่งวัตถุมากยิ่งขึ้นไป เขาก็ต้องทุกข์มากยิ่งขึ้นไปอีกเท่านั้น ประสบการณ์แบบนี้เราคงจะรู้และเข้าใจดี - คล้ายกับว่าเวลาที่เราเดินทาง ยิ่งขนเอากระเป๋าเดินทางไปมากเท่าใด การเดินทางก็จะยากลำบากและทุลักทุเลมากฉันนั้น แต่ถ้าไม่เอาอะไรติดตัวไปเลย การเดินทางก็จะง่ายกว่ามากนัก 

เพราะฉะนั้นแล้ว เราควรมีความพยายามในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้ได้แบบนี้ ดั่งตัวอย่างของ เจซุน มิลาเรปะที่ใช้ชีวิตอยู่ในถํ้า ไม่มีวัตถุสิ่งของติดตัวหรือครอบครองสักชิ้น ทั้งเจซุน มิลาเรปะและพระพุทธเจ้าศากยมุณีได้ทรงมีดวงตาเห็นธรรมว่าวัตถุนั้นไร้แก่นสารเช่นใด และพร้อมสละละเลิกในโภคทรัพย์เพื่อธรรมปฏิบัติในอริยทรัพย์ และพวกท่านทั้งหลายในที่นี้ที่ ได้เคยอยู่ในประเทศที่รํ่ารวยมั่งคั่งคงเห็นแล้วว่าวัตถุสิ่งของไม่สำคัญ จึงทิ้งวัตถุสิ่งของไว้เบื้องหลัง และได้มาอยู่รวมกันที่นี้เพื่อฝึกปฏิบัติธรรม 

สาเหตุและความยากลำบากที่เกิดมาเป็นมนุษย์ 

เราต้องมาพิจารณาดูว่าเป็นเพราะอะไรการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยากลำบาก เพราะว่าสาเหตุนั้นทำได้ยาก มีสาเหตุหลักด้วยกัน 3 สาเหตุ

  • รักษาศีลอย่างเคร่งครัด
  • บำเพ็ญเพียรบารมีธรรม 6 (บารมี 6 ทัศ )
  • สวมมนต์ถวายบูชา

รักษาศีลอย่างเคร่งครัด 

การรักษาซึ่งศีลและความประพฤติทางกายอย่างเคร่งครัดทำได้ยาก และการไปประเมินตัดสินการกระทำของผู้อื่นทางกายก็นับว่ายากมากเช่นกัน พุทธศาสนาพูดถึงเรื่องศีลหรือหลักจริยธรรมในการควบคุมกายว่ามีการกระทำที่ให้โทษ 10 ข้อ หรือ อศุลกรรมบท 10 เราจะเห็นแล้วว่าคนส่วนใหญ่ในโลกยังไม่รู้เรื่องถึงการกระทำที่ให้โทษภัย 10 ข้อนี้เลย หรือแม้แต่คนที่รู้หลักการนี้ แต่ก็ไม่ประพฤติปฏิบัติที่จะหลีกหนี 

การกระทำทางกายที่เป็นโทษ 3 ข้อ

  • การเอาชีวิตของผู้อื่นหรือสัตว์อื่น เช่น เรารู้ว่าการฆ่าสัตว์ไม่ดี ไม่ควรทำ แต่พอมีแมลงมากัดต่อย เราก็ตบหรือตีและฆ่าแมลงนั้นด้วยสัญชาตญาณ
  • การเอาสิ่งของหรือของอันเป็นที่รักที่เขาไม่ได้ให้ ถึงแม้เราไม่ได้ออกไปลักทรัพย์ผู้ใด แต่การใช้เล่ห์เลี่ยมให้ได้ของคนอื่นมา ก็ถือว่าเป็นอย่างเดียวกัน
  • มีความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่เหมาะสม เรามีความปรารถนาเร่าร้อนในความสัมพันธ์สวาทกับคนอื่นที่มีคู่ครองแล้ว 

เราเพิ่มพูนสะสมการกระทำชั่วทางกายในแต่ละวัน เปรียบเหมือนกับหยาดนํ้าฝนหยดบนตัวเราจนเปียกปอนไปทั่วเมื่อออกไปนอกบ้าน

การกระทำทางวาจาที่เป็นโทษ 4 ข้อ

  • พูดโกหกมดเท็จ  เราพูดเท็จตลอด เช่น เมื่อเราต้องการจะลงเขา แต่เมื่อมีคนถามเราว่าจะไปไหน เรากลับตอบว่าจะขึ้นเขา
  • พูดส่อเสียด  ก่อให้เกิดการแตกร้าวในหมู่เพื่อนฝูง แม้แต่คนที่ยังไม่เป็นเพื่อน ก็เกิดความบาดหมางและความเป็นศัตรู เราทำแบบนี้บ่อยโดยนินทาลับหลังคนอื่น 
  • พูดคำหยาบ   เราอาจใช้คำหยาบนี้กับสัตว์ก็ได้ เช่น เมื่อเห็นสุนัขเข้ามาในห้อง เราพูดตะโกนออกไปว่า “ไอ้สัตว์! ออกไปเดี๋ยวนี้” แม้แต่การใช้ภาษาที่ดุดันทิ่มแทงก็ผิดอย่างร้ายแรง เพราะเมื่อคนอื่นทำกับเรา เราก็จะรู้สึกเจ็บ ทั้งมนุษย์และสัตว์ก็รู้สึกได้เช่นเดียวกัน 
  • พูดเพ้อเจ้อไม่มีสาระ คำพูดทุกคำพูดที่หลุดออกมาจากปากเหมือนกับการพูดแบบซุบซิบเรื่อยเปื่อย ไม่มีเนื้อหาสาระ  “เคยไปอยู่ประเทศนั้นมาแล้ว”  “เคยทำอันนู้นอันนั้นมาแล้ว”  ถ้าท่านพูดมาก ก็จะเพิ่มโอกาสกระทำทางวาจาที่เป็นโทษ อาตมาไม่รู้ภาษาอังกฤษ จึงไม่มีโอกาสซุบซิบเรื่อยเปื่อยเป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเป็นภาษาธิเบต ภาษาที่อาตมาพูด อาตมาก็พูดจาเรื่อยเปื่อยเช่นเดียวกัน! 

การกระทำทางใจที่เป็นโทษ 3 ข้อ

  • คิดโลภอยากได้ของผู้อื่น มีคนหนึ่งมีบ้านที่สวยงามอยู่หลังหนึ่ง เราเห็นแล้วคิดอยากได้บ้านหลังงามนั้น จึงคิดวางแผนเพื่อจะครอบครอง มันไม่ดีเอาเลย แต่เราหลายคนก็ทำกัน 
  • คิดร้ายผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นไม่มีความสุข หรือมีความคิดร้ายอยากหักคอเขา เราไม่เพียงทำกับศัตรูของเราเพียงเท่านั้น แม้แต่เพื่อนที่ทำให้เรารำคาญ เราก็คิดร้ายกับเพื่อน 
  • คิดผิดทำนองคลองธรรม  ตัวอย่างเช่น ไม่เชื่อในปรโลกหรือโลกหน้าว่ามีอยู่จริง หรือมีทิฐิว่าคุณพระรัตนตรัยไม่อาจเป็นที่พึ่งให้กับเราได้ และเห็นว่าพิธีกราบไหว้บูชาพระไม่มีประโยชน์ เสียเวลาเปล่า รวมทั้งการจุดตะเกียงนํ้ามันเนย หรือถวายทรอม่าที่ทำมาจากแป้งและนํ้ามันเนยแก่พระพุทธเจ้าและเทพยดาเป็นการเสียของ เหมือนกับการขว้างปาแซมปาทิ้งในพิธีกรรมโบราณของชาวธิเบต (แป้งคั่วข้าวบาร์เลย์).

การละอกุศลกรรมเหล่านี้มันยาก แต่ถ้าท่านไม่ป้องกันและห้ามตนเองจากการกระทำที่เป็นโทษเหล่านี้ ท่านไม่อาจกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ อาตมาไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายรายละเอียดถึงเรื่องนี้ ถ้าท่านอยากจะรู้มากกว่านี้ ท่านต้องศึกษาคำสอนลัม-ริมดู

บารมีธรรมที่แผ่ไพศาล 6 (บารมี 6 ทัศ) 

ปัจจัยข้อที่สองที่ช่วยให้ท่านไปเกิดเป็นมนุษย์อีก คือ ปฏิบัติบำเพ็ญในบารมีธรรมที่แผ่ไพศาล 6 (บารมี 6 ทัศ)  

  • ทานบารมี
  • ศีลบารมี
  • ขันติบารมี
  • วิริยบารมี 
  • สมาธิบารมี 
  • ปัญญาบารมี 

แทนการปฏิบัติให้ทาน พวกเรากลับตระหนี่ถี่เหนียว แทนที่จะมีความอดทนอดกลั้น พวกเรากลับมีความโกรธ แทนที่จะมีความเพียรพยายามแสดงออกถึงความกล้าหาญชาญชัยเหมือนวีรบุรุษวีรสตรี และมีปิติสุขในการประพฤติปฏิบัติธรรม พวกเรากลับเกียจคร้านการงาน ง่วงเหงาหาวนอน แทนที่จะเกิดสติสมาธิ พวกเรากลับใจลอย ปล่อยจิตออกนอกแม้ในขณะสวมมนต์

ครั้งหนึ่ง มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งในขณะที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติสมาธิภาวนา ท่านนึกขึ้นได้ถึงงานที่จะให้ลูกศิษย์ทำ แต่ลืมบอกลูกศิษย์ เมื่อนึกขึ้นได้ พระอาจารย์หยุดทำสมาธิกลางคัน ลุกขึ้นยืนและบอกลูกศิษย์ถึงงานที่จะให้ทำ อาจารย์ท่านนี้ก็ใจลอยเช่นเดียวกัน แม้แต่เมื่อเราสวมมนต์ ใจก็ลอยไปที่อื่น

ปัญญาบารมี เราต้องปฏิบัติบำเพ็ญการเห็นแจ้งด้วยปัญญาถึงความว่าง (ศูนยตา) ว่าสิ่งต่างๆมันไม่เที่ยง ไม่ถาวร แยกแยะมองเห็นตามความเป็นจริง แต่เราชอบศึกษาเรื่องโลกๆ เช่น เรียนวาดภาพ เราไม่สะสมเตรียมพร้อมความรู้ที่ถูกต้อง 

สรุป การเตรียมพร้อมเหตุปัจจัยต่างๆเพื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มันยากมาก ลองดูสิว่าการเกิดมามีร่างกายเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก เราควรคิดว่าเราอาจมีโอกาสเพียงครั้งเดียวที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะในชาติหน้าเราอาจจะไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป ถ้าเราไม่เอาประโยชน์ในขณะที่ตอนนี้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่แสนมีค่าและวิเศษนี้ ก็จะยากที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหน้าอีก

สวมมนต์ถวายบูชา

การสวดมนต์อธิษฐานให้ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ช่วยให้การประพฤติศีลและการปฏิบัติบำเพ็ญบารมีธรรม 6 ได้อย่างมาก การสวดมนต์ไม่ใช่การสวดวิงวอนอ้อนขอ “พระพุทธเจ้า ช่วยให้ฉันได้สิ่งนี้ ฉันจะเป็นเด็กดี และจะสรรเสริญบูชาพระองค์ตลอดไป การสวดมนต์อธิษฐานเป็นการแสดงออกถึงเจตนา ความตั้งใจมุ่งมั่น พลังบวก และการตั้งจิตอธิษฐานให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก” 

การอธิษฐานถึงข้อเฉพาะเจาะจงลงไปเป็นสิ่งสำคัญ ที่วัดกานเดน มีสังฆบังลังก์ของประมุขสงฆ์ในนิกายเกลุคปะที่สูงเอามากๆ และในธิเบต ก็มีสัตว์อาศัยอยู่ในวัดด้วย วันหนึ่งมีวัวตัวหนึ่งเดินเข้ามาที่วัดและขึ้นนอนบนบังลังก์นั้น พระสงฆ์ที่อยู่ในนั้นต่างพากันประหลาดใจเมื่อพบเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น จึงถามพระอาจารย์ว่า               “เป็นเพราะเหตุใด” พระอาจารย์ตอบว่า “เมื่อชาติที่แล้วเจ้าตัวนี้ได้สวดมนต์อธิษฐานจิตขอให้มีโอกาสไปนั่งบนที่นั่งเกนเดน แต่ไม่ระบุเฉพาะเจาะจงลงไปว่าที่นั่งหรืออาสน์สงฆ์ไหน!”

การมีอิสระจากเหตุการณ์หรือภาวะ 8 ที่เต็มไปด้วยเดือดร้อน เร่าร้อนกระวนกระวาย 

การเกิดมาเป็นมนุษย์มีธรรมชาติที่สงบสุข เยือกเย็น ผ่อนคลาย ไม่รีบเร่ง หมายถึงว่าเป็นอิสระจากเหตุการณ์หรือภาวะ 8  ถ้าเราไม่มีเวลาว่าง และเร่าร้อนกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา การปฏิบัติธรรมก็จะทำไม่ได้ 

อบายภูมิ 4

  • สัตว์นรก  ไปเกิดในนรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ เร่าร้อนกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลาเพราะไฟสุ่มในกายตลอด จึงไม่อาจปฏิบัติธรรมได้เพราะความร้อนเร่าตลอดเวลา                                                                                                                            
  • เปรต เกิดในแดน ภูมิที่หิวกระหายทุกเมื่อจนไร้สุข ถ้าเราตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง ยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย เราก็ไม่มีกะจิตกะใจประพฤติปฏิบัติธรรมได้ หรือถ้าตื่นขึ้นมาและปวดหัว ก็ไม่อยากที่จะปฏิบัติธรรม ดังนั้นจากตัวอย่างของประสบการณ์คล้ายๆกันนี้บอกว่า ถ้าเราเกิดมาเป็นเปรตที่หิวกระหายอยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้กินอะไรมาตั้ง 60 ปี เราคงไม่สนใจที่จะปฏิบัติธรรม ดังนั้นเราควรต้องนึกขอบใจ ที่ชาตินี้ไม่ได้เกิดมาในสภาวะเป็นสัตว์นรกหรือเป็นเปรตที่จ้องมองหาแต่อาหาร
  • สัตว์เดรัจฉาน   แม้เกิดมาเป็นสุนัขขององค์ดาไลลามะ แต่สวดมนต์ถึงคุณพระรัตนตรัยก็ยังไม่ได้ เราโชคดีที่ไม่ได้เกิดมาในภาวะและสภาพนั้น 
  • เทวดา  เทวดาอาศัยในแดนสวรรค์ได้แก่ในเทวภูมิ เสวยสุขเพลิดเพลินอยู่ในกามคุณอารมณ์ จึงไม่สนใจการการรักษาศีลปฏิบัติธรรม 

พระสารีบุตรมีลูกศิษย์ที่ซื่อสัตย์ที่ “อุทิศตนรับใช้พระอาจารย์” เมื่อศิษย์ผู้นี้สิ้นแล้ว ก็ไปจุติเกิดในแดนสวรรค์ได้แก่ในเทวภูมิ พระสารีบุตรทรงใช้ทิพย์อำนาจส่องดู และพบว่าลูกศิษย์ของตนเองไปจุติเกิดในเทวภูมิ สารีบุตรจึงนึกคิดจะไปเยี่ยมเยือนศิษย์ผู้นี้ เมื่อสารีบุตรได้ไปถึงในเทวภูมิ ลูกศิษย์คนโปรดเพียงแค่โบกมือทักทายเพียงเท่านั้น ไม่ได้สนใจในครูของตนเอง หรือสนใจในธรรมปฏิบัติเลย เพราะสนุกสนานหลงใหลในกามสุข 

จากตัวอย่างที่เล่ามานี้ เราจะเห็นได้ว่า เมื่อคนหนึ่งจน เขาอยากจะประพฤติปฏิบัติธรรม แต่ถ้าเกิดรํ่ารวยมีเงินทองขึ้นมา มีชีวิตที่สะดวกสบาย ก็มักจะไม่สนใจในธรรม ดังนั้นเราโชคดีเป็นอย่างมากแล้วที่ไม่ได้เกิดมาเป็นเทวดา 

มีมนุษยภูมิ 4 ที่มีความเดือดร้อนกระวนกระวายหาความสุขสงบอย่างแท้จริงไม่ได้

  • ที่ที่ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ มีคนที่กำเนิดในประเทศหรือดินแดนไม่สามารถได้ยินพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในเวลานั้น พวกเราไม่อยู่ในสถานการณ์นั้น 
  • ที่สังคมป่าเถื่อน ไม่มีอารยธรรม เป็นที่ที่ผู้คนสนใจแต่หาอาหารและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม

ในธิเบต  มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า ภูเขาสาริ คนธิเบตจะไปภูเขานั้นทุกๆ 12 ปี มีชนเผ่าชนหนึ่ง ชื่อ เผ่าโลบา คนเผ่าโลบานี้ป่าเถื่อนโหดร้าย อาศัยอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น ใครที่ขึ้นเขาต้องเสียภาษีจ่ายค่าผ่านทางทุกคน ภาษีที่จ่ายคือ จามรี เมื่อพวกโลบาได้จามรีแล้ว เขาจะฆ่าจามรีโดยทันที กินและดื่มเลือดสดๆ เราโชคดีที่ไม่ได้เกิดในที่แบบนั้นแม้ว่าจะเป็นมนุษย์ก็ตาม

  • เกิดมาพิการไม่สมประกอบ หากเราเกิดมมาตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ ไม่สมประกอบทางร่างกายหรือวิกลจริต เราอาจพบอุปสรรคอย่างมากในการประพฤติปฏิบัติธรรม
  • ในดินแดนหรือแว่นแคว้นที่ปฏิเสธศาสนาหรือต่อต้านศาสนา ในที่ที่คนคิดว่าการปฏิบัติศาสนา โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาเป็นเรื่องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ทำมาหากินและหาเงินจะดีกว่า

ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ที่เป็นอิสระจากความเดือดร้อนกระวนกระวายหาความสุขสงบอย่างแท้จริงไม่ได้ และรู้ถึงเหตุปัจจัยให้บรรลุได้มา เราโชคดีเป็นสองเท่า เพราะมีคนเป็นจำนวนมากที่เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ไม่รู้ถึงปัจจัยที่ให้ไปเกิดในชาติหน้า

การเปรียบเทียบ 

การเปรียบเทียบทำนองนี้ช่วยให้เราเห็นถึงความยากลำบากที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่า ซึ่งเปรียบได้กับว่ามันยากมากๆที่เม็ดทรายจะจับรวมตัวกันเมื่อถูกขวางไปที่กระจก 

ถ้าเราคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้ดีถึงความสำเร็จที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และอาจเป็นชาตินี้ชาติเดียว ลองนึกดูถึงคนเป็นหลายร้อยล้านในอินเดีย แต่มีน้อยคนที่นั่นที่จะได้มีโอกาสประพฤติปฏิบัติธรรม ลองดูสิว่ามันยากขนาดไหน

มีครั้งหนึ่ง พระลามะกำลังเทศนาสอนถึงความยากลำบากที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่า มีผู้ฟังชาวมงโกลคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “หากท่านคิดว่ามันยากเกิดมาเป็นมนุษย์ ท่านน่าจะไปที่เมืองจีนและไปดูสิว่าที่นั่นมีคนมากมายขนาดไหน!”  พูดแบบนี้เหมือนกับบอกให้อาตมาลองไปที่ประเทศโซเวียตที 

หัวข้อเหล่านี้เป็นหัวข้อที่ดีให้คิดถึงเกี่ยวกับสมาธิ

ใช้ประโยชน์เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ที่แสนวิเศษและใช้ชีวิตให้มีคุณค่าและความหมาย

เมื่อเราเห็นแล้วว่ามันช่างยากลำบากสักปานใดในชาติที่แล้วที่เราจะได้การเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ เราก็จะตั้งใจพยายามใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ให้มีค่ามีความหมาย ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นเหมือนกับเราหาบของขึ้นภูเขาได้ครึ่งทางแล้ว แต่มาทิ้งของที่ขนมาทั้งหมดเสียกลางทางในขณะที่มาถึงได้ครึ่งทาง ของที่ขนมาก็จะไหลลงไปข้างล่างหมด ความมานะพยายามบากบั่นที่เราทำมาในชาตินี้เพื่อให้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีค่าแสนวิเศษนี้ก็เหมือนกับงานที่เราขนของขึ้นภูเขาได้ครึ่งทาง ถ้าหากเราปล่อยทิ้งเสียกลางคัน สิ่งที่ได้ทำมาก็จะสูญเปล่าไป 

ดังนั้น ในขณะนี้ เรามีร่างกายมนุษย์ที่มีคุณค่านี้ เราไม่ควรจะอยากมีอีกในอนาคต เนื่องจากในขณะนี้เรามีร่างกายนี้แล้ว เราต้องใช้ร่างกายนี้ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันให้บรรลุถึงสภาวะความเป็นพุทธะตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ทำแล้ว  ก็เหมือนกับมีข้าวหนึ่งถุงวางอยู่ตรงหน้า แต่เราไม่ทำกิน ได้แต่สวดมนต์ภาวนาขอให้ได้ข้าวอีกถุงเพื่อเอาไว้กินในโลกหน้า พวกเราจึงควรใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดในขณะที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ 

มรณานุสติ พึงมีสติระลึกถึงความตาย

ความตายนั้นแน่นอน

หากเราพิจารณาว่ากายวิเศษของเรานี้ไม่ใช่หิน เหล็กหรือแร่ธาตุที่มักอยู่ได้นาน จริงๆแล้ว เมื่อเราผ่าดูถึงกายเรานี้ จะเห็นได้ว่าข้างในร่างกายมีเลือดและเครื่องในเป็นจำนวนมาก ไม่ต่างจากสัตว์เอาเลยที่ชาวบ้านมักแขวนสัตว์ที่ซื้อที่ตลาดเอาไว้ในบ้าน ภายในร่างกายเราแสนจะละเอียดบอบบางเหมือนกับชิ้นส่วนของนาฬิกา

ถ้าเราคิดพิจารณาถึงความตาย และคนเราตายได้อย่างไร เราก็คงจะนับลูกประคำจากสายลูกประคำได้ทั้งหมด ถ้าอาตมาคิดถึงว่ามีคนธิเบตในธิเบตเสียชีวิตจำนวนมากเท่าไหร่ในขณะที่หนีเดินทางมาที่เมืองธรรมศาลา อาตมาก็อาจจะนับลูกประคำได้เร็วเท่านั้น 

ไม่มีใครเลยที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วจะไม่ตาย และถ้าหากท่านลองมองดูสิว่าต้นไม้และพืชพันธุ์ว่าตายกันอย่างไร ก็จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องของระยะเวลาที่จะตาย บทสรุปของธรรมชาติคือมีเกิดต้องมีตาย เราไม่อาจทำอะไรได้ เรามารวมตัวกันที่นี้ แล้วท้ายสุดเราก็ต้องแยกย้ายจากกันไป เหมือนกับขึ้นไปข้างบนแล้วก็ต้องลงมาข้างล่าง เมื่อคิดได้แล้วว่าเราทำอะไรไม่ได้เว้นแต่จะต้องตายจากไป เราพึงต้องปฏิบัติในธรรมให้ได้มากที่สุดก่อนตายจากไป

เพราะฉะนั้นเราควรคิดว่าจะตายอย่างไร ลองนึกคิดดูว่าท่านเจ็บป่วย และเนื้อหนังมังสาเปลี่ยนไป ผิวพรรณไม่สดใสดูน่ากลัว และร่างกายท่านก็อ่อนแอลงๆ ญาติพี่น้องเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ และพูดว่ามันเป็นอะไรที่แย่มาก หมอมาดูและให้ยามากิน เมื่อหมอตรวจดูที่ลิ้น แล้วบอกว่าอาการหนักมาก 

เราตายได้ทุกเวลานาที 

จะตายเมื่อไหร่บอกไม่ได้ พ่อแม่ที่แก่ชรา ผมขาวโพลนอาจต้องมาฝังศพลูกหลานของตน และมีหลายคนเกิดสำรักอาหารจนตายก็มีในขณะที่กินอาหารตามปกติ 

ท่านอาจจะลองคิดดูจากตัวอย่างจากธิเบต ชายคนหนึ่งเก็บเนื้อสัตว์ชิ้นเบ้อเริ่มเอาไว้พร้อมกล่าวขึ้นว่าจะเอาไว้กินในวันพรุ่งนี้ แต่เนื้อสัตว์ชิ้นนั้นอยู่นานกว่าเขาเสียอีก อีกตัวอย่างหนึ่ง อาตมารู้จักชาวนาปลูกมันคนหนึ่งที่เมืองซิมล่า  เขากำลังจะไปทำขนมปังทอดกินช่วงอาหารเที่ยง แต่ตายในขณะที่กำลังทำขนมปังอยู่ 

หนทางที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจถึงเรื่องพระอนิจจังลักษณะและความตายไม่ใช่จากหนังสือหรือคัมภีร์ตำรา แต่มาจากคิดถึงคนตายที่เรารู้จัก 

ธรรมะเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ในช่วงเวลาแห่งความตาย 

มรณานุสติมีความสำคัญอย่างไร การภาวนาถึงความตายเท่านั้นสื่อให้เห็นว่าสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีคุณค่าคือการประพฤติปฏิบัติธรรม 

เมื่อคิดพิจารณาถึงความตายในแง่มุมของวัตถุ ท่านจะเห็นว่าเราเอาวัตถุสิ่งของไปไม่ได้ เช่น ถ้าท่านเป็นพ่อค้ามหาเศรษฐีหาเงินได้มากมายมหาศาล สิ่งที่ท่านจะมีได้จากของทั้งหมดคือผ้าผืนที่แพงที่สุดที่เอาไว้ห่อศพท่านในยามขึ้นเมรุเผาศพ พ่อค้ามหาเศรษฐีผู้นี้คงจะทำสิ่งที่เป็นโทษมากมาย เพราะได้สะสมทรัพย์สมบัติมากมายเมื่อเดินทางค้าขายในแต่ละประเทศ 

หากท่านมีคนรับใช้หรือคนงาน หรือมีพลทหารสังกัดในกองร้อยถึงหนึ่งแสนคน แต่เมื่อท่านตายไป ท่านขนเอาคนเหล่านี้ไปด้วยไม่ได้ แม้แต่ญาติพี่น้องลูกหลานก็ช่วยไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือ ยืนอยู่เคียงข้างเมื่อท่านกำลังจะสิ้นใจ และคงจะก่อความรบกวนท่านเป็นอย่างมาก ไม่ให้ท่านละจากโลกนี้ไปด้วยดีอย่างสงบสุข รวมถึงไปเกิดในภพภูมิที่ดีด้วย 

การประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่จะช่วยท่านได้ในช่วงเวลาใกล้ตาย เพราะว่าหากท่านสร้างบุญกุศลและทำกรรมดี กุศลผลบุญเหล่านี้จะช่วยท่านได้อย่างมากให้ไปเกิดใหม่ที่ดี แต่หากทำความชั่ว ท่านจะแย่เพราะผลบาปหรือวิบากกรรม ท่านเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องตาย ในประเทศธิเบตมีคนรํ่ารวยมหาศาลเป็นอันมาก แต่พวกเขาต้องหนีลี้ภัย ทิ้งข้าวของ มีเพียงแต่ความรู้และคุณสมบัติภายในติดตัวไปได้เท่านั้น ดังนั้นแล้วเราต้องประพฤติปฏิบัติธรรมให้สะอาด สว่าง สงบ ในชีวิตในชาตินี้ อย่าไปเสียเวลากับเรื่องโลกๆเลย 

เราควรคิดพิจารณาถึงกิจกรรมต่างๆทางโลกนี้ที่ไม่ได้ให้ผลดีอะไรเลย หาสาระไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับแกลบข้าวสาลีที่หาแก่นสารไม่ได้ กิจกรรมทางโลกเปรียบเหมือนกับเด็กๆเล่นก่อกองทราย เมื่อเล่นเสร็จ ก็เดินหนีไป ทิ้งกองทรายที่เล่นไว้เบื้องหลัง เราควรคิดถึงกิจกรรมต่างๆของโลกในทำนองนี้ 

ถ้าคิดได้แบบนี้แล้ว จะช่วยปฏิบัติธรรมได้มาก 

เป้าหมายปฏิบัติสองแบบ

เป้าหมายปฏิบัติเบื้องต้น 

ถ้าเราเห็นว่ากิจกรรมทางโลกมันไม่จำเป็น และไม่มีความสำคัญจำเป็นมากนัก เราก็จะได้คิดว่ามีสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคือการประพฤติปฏิบัติธรรม การประพฤติธรรมมีคุณประโยชน์อย่างมาก ส่งผลให้ไปเกิดใหม่ที่ดี การมีความคิดหรือทัศนคติที่ว่า “ตอนนี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ฉันจะใช้ร่างกายในขณะที่เป็นมนุษย์นี้ป้องกันไม่ให้ตกไปในอบายภูมิในชาติต่อๆไป” ก็ยังเป็นการใช้ประโยชน์ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แสนวิเศษนี้น้อยนิดอยู่ 

การป้องกันมิให้ตกนรกหมกไหม้ หรือไปเกิดในอบายภูมิคือการรักษาศีลให้เคร่งครัด แต่ถึงแม้จะมีความตั้งใจมั่นที่จะรักษาศีล แต่ว่ามันรักษาไม่ได้ ศีลที่รักษาค่อยๆขาดลงไป สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ไม่ไปเกิดในอบายภูมิคือต้องกำจัดอารมณ์หรือกิเลสที่เข้ามารบกวน เหมือนกับการซักผ้าที่สกปรกมากๆ - เริ่มแรกก็ใช้แรงแต่น้อยในการซัก แล้วค่อยๆเพิ่มแรงขึ้น การกำจัดอารมณ์กิเลสที่มารบกวนก็ใช้วิธีการเดียวกัน เริ่มต้นก็ค่อยๆชำระชะล้างกำจัดกิเลส ต่อมาทำให้เต็มที่เต็มกำลัง การรักษาศีลต้องเริ่มต้นอย่างช้าๆ ค่อยๆรักษาศีลแต่ละข้อไป จนถึงระดับที่สามารถละกิเลสให้หมดลงไปได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ความพยายามของท่านที่ทำจะมอดดับลงไปได้ง่าย 

นี้เป็นระดับเบื้องต้น ค่อยๆปฏิบัติรักษาศีลไป จะได้ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ 3 

เป้าหมายปฏิบัติระดับกลาง 

แม้ว่าเราจะรอดไม่ไปเกิดในอบายภูมิ 3 แต่ไปเกิดในกามสุคติภูมิที่เป็นภูมิของมนุษย์และเทวดา ก็ขอให้เรารับรู้ด้วยว่าก็ยังอยู่ในภพภูมิที่ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดและกองทุกข์อยู่ คำสอนนี้มีอธิบายอย่างละเอียดในคำสอนลัม-ริม อาตมาจะขออธิบายโดยให้ตัวอย่างดังนี้ : ท่านมายืนตากแดด แต่แดดร้อนเปรี้ยงมาก ท่านจึงหลบเข้าไปข้างใน ท่านหนีความทุกข์คือหนีแดดที่ร้อน แต่ก็ต้องมาทุกข์อีกเพราะข้างในก็หนาวเย็น ประเด็นที่จะกล่าวคือ เราหนีทุกข์ไปไม่พ้น 

อารมณ์ที่เข้ามารบกวนกลายเป็นกิเลสทำให้เราต้องเวียนว่ายในชาติภพต่างๆ เกิดแล้วเกิดอีกไม่สิ้นสุด สาเหตุ เหมือนกับรากของพฤกษาที่พยายามยึดเหนี่ยวยึดมั่นจับเกาะอย่างเหนียวแน่นในตัวตน (ต้นไม้) ของมันเอง การเวียนว่ายตายเกิดเหมือนกับการท่องเที่ยวสนุกไปทั่วจนไม่รู้ว่าจะไปไหนดี มีหนทางเดียวที่จะรอดออกมาได้ คือ ดึงตนเองออกมาให้สูงขึ้นเหนือปัญหาที่มี จะทำได้โดยต้องเป็นพระอริยะบุคคล ผู้ตื่นตรัสรู้ หมดสิ้นซึ่งตัวกูของกู หรืออัตตาของตนเอง เกิดวิปัสสนาปํญญาญาณในความว่างของสรรพสิ่ง (ศูนยตา)

การจะเกิดวิปัสสนาปัญญาญาณในดวงจิตได้จะต้องมีสมาธิ ทำจิตของตนให้สงบตั้งมั่นคงเสียก่อน จิตจะเกิดความสงบมั่นคงได้ต้องประกอบด้วยการรักษาศีล ดังนั้นข้อศึกษาหรือข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับการศึกษาเรียกว่า - สิกขา 3 หรือไตรสิกขา ได้แก่ ศีลสิกขา จิตตสิกขาและปัญญาสิกขา  (ศีล สมาธิ ปัญญา) - ไม่หวนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป จบสิ้นเสียทีหากเราประพฤติในธรรม 

มีบุคคล 3 ที่สามารถฝึกพัฒนาตนเองจากการศึกษาและปฏิบัติจนสำเร็จเป็นพระอริยะบุคคล

  • บุคคลผู้บรรลุธรรม มีดวงตาเห็นธรรม
  • บุคคลผู้บรรลุธรรมโดยสมาธิญาณ
  • บุคคลผู้บรรลุธรรม บรรลุอรหัตตผล ผู้ไม่ต้องศึกษา 

บุคคลผู้บรรลุธรรม มีดวงตาเห็นธรรม คือ บุคคลมีการรับรู้ถึงความว่างที่ปราศจากทวิลักษณ์ คือสิ่งถูกเห็นและผู้เห็น บุคคลผู้บรรลุธรรมโดยสมาธิญาณจนรับรู้จนเป็นนิสัยถึงความว่างที่ปราศจากทวิลักษณ์ คือ สิ่งถูกเห็นและผู้เห็น และบุคคลผู้บรรลุอรหันตผลแล้ว “พระอรหันต์” บำเพ็ญเพียรสมาธิภาวนาจนเกิดวิปัสสนาปัญญาญาณซึ่งความว่าง เป็นผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง 

เป้าหมายปฏิบัติระดับสูง 

ความรักและความกรุณา

การสำเร็จบรรลุอรหัตตผลอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีสัตว์โลกเป็นจำนวนมากที่ยังหลงวนอยู่ในความทุกข์ และต่างต้องการพ้นทุกข์ “ความกรุณา” คือความมุ่งมั่นปรารถนาให้สรรพสัตว์ทั้งมวลหลุดพ้นจากความทุกข์ การจะทำได้นั้น เราต้องเจริญสมาธิภาวนาแลเห็นความทุกข์ของตนมาช้านาน รู้ว่ามันช่างแย่ เลวร้ายขนาดไหน จนทำให้ท่านตัดสินใจสละ ละเลิก มุ่งมั่นปฏิบัติเพื่ออิสรภาพ ครั้นเมื่อรู้เห็นถึงความเลวร้ายของทุกข์ จึงอยากหลุดพ้นออกจากจากกองทุกข์นั้นด้วยตัวท่านเอง หลักการนี้เองที่เอามาใช้กับสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากสภาพแห่งทุกข์นั้นเรียกว่า ความกรุณา 

ดังนั้น การสละ หรือออกบวช คือความมุ่งมั่นปรารถนาเพื่อให้ ตัวฉัน หลุดพ้นจากทุกข์ แต่ความกรุณา คือความมุ่งมั่นปรารถนาให้มวลสรรพสัตว์หมดสิ้นแห่งทุกข์ ความแตกต่างระหว่างความกรุณาและความรัก คือ ความกรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ “จะดีมากหากสัตว์โลกหมดทุกข์และหมดซึ่งสาเหตุแห่งทุกข์นั้น” ความรัก คือความปรารถนาให้ผู้อื่นประสบพบแต่ความสุขและเข้าถึงเหตุที่ทำให้เกิดสุข 

แนวทางในการบ่มเพาะอุเบกขาและโพธิจิต 

เหตุผลใดที่ทำให้เราขาดความรักและความกรุณา ไม่ต้องการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์หรือมีสุข เกิดจากจิตของเราที่เอนเอียงด้วยรักและชัง ไม่เที่ยงธรรมดุจตราชั่ง อะไรทำให้ใจของเราเอนเอียง ไม่เที่ยงธรรมวางใจเป็นกลางได้ เพราะความหลง ยึดมั่นรักใคร่ในญาติพี่น้องหมู่มิตรของเรา แต่เกลียดชังกับศัตรูและคนที่เราไม่ชอบ 

จะทำอย่างไรให้วางใจเป็นกลางได้ เราทำได้โดยใช้แนวคิดนี้เป็นตัวอย่าง มีคนหนึ่งให้เงินเรา 100 รูปีเมื่อวาน และมีอีกคนหนึ่งให้เงินเรา 100 รูปีในวันนี้ คนที่ให้เงิน 100 รูปีกับเราเมื่อวานต่อยหน้าเราเมื่อเช้าวันนี้ แต่ในขณะที่คนที่ให้เงินเรา 100 รูปีวันนี้ เขาได้ต่อยหน้าเราเมื่อวานนี้ ใครคนไหนที่ท่านชอบและไม่ชอบ 

วิธีคิดแบบนี้จะช่วยให้ท่านได้คิดว่า ศัตรูในอดีตอาจทำประโยชน์ให้แก่เราเป็นอย่างมาก รวมถึงในอนาคตด้วย ในลักษณะเดียวกันนี้ มิตรของเราเคยทำให้เราได้รับความเดือดร้อนอันตรายในอดีตมาก่อน และอาจจะทำได้อีกในอนาคต ขึ้นอยู่กับกาลเวลา 

อีกสักตัวอย่างหนึ่ง มีคนหลายคนที่เป็นคนชอบกินเนื้อคน หรือเป็นมนุษย์หมาป่า หรือผีแวมไพร์ คนเหล่านี้อาจจะมีเสน่ห์ดึงดูด ให้น่าสนใจน่ารักใคร่จนเราเกิดหลงรักและแต่งงานด้วย แต่คืนหนึ่งพวกเหล่านี้อาจจะโผล่เขี้ยวรักออกมาดูดเลือดหรือกินเราได้

เมื่อท่านตีสุนัข มันเห่าและกัดท่าน ถ้าเราโกรธศัตรู เราก็ทำอย่างเดียวกันกับสุนัขที่ทำ เราต้องรู้จักวางเฉย ทำใจให้เที่ยงตรง ไม่โอนเอนด้วยรักและชัง หากเราสามารถวางใจเป็นกลางได้แล้ว เราสามารถบ่มเพาะความรักความเมตตาได้แท้จริง เหมือนกับท่านกำลังทำทางให้รถยนตร์วิ่งได้ดี 

เราต้องสร้างให้มีพลังคิดบวก เป็นพลังที่มีแรงกึกก้องเหมือนระเบิดไดนาไมท์ที่ระเบิดถนนให้เรียบเป็นหน้ากลอง เป็นความคิดประเภทไหน การคิดถึงความเมตตาของสัตว์โลก เราดื่มกินนํ้านมจากวัวหรือควาย สัตว์เหล่านี้ออกไปกินหญ้า กินนํ้า เราไปเอานํ้านมจากพวกเขามาดื่มกิน หนูและกระต่ายก็ถูกใช้ในการทดลองทางการแพทย์ ยาที่เรากินก็มาจากความทุกข์ยากของสัตว์เหล่านั้นที่เสียสละชีวิตให้กับเราได้มีชีวิตต่อไป 

จริงอยู่มีสัตว์บางตัวที่เราเห็นเป็นศัตรูเพราะทำร้ายเรา แต่ถ้าคิดเปรียบเทียบดูให้ดีแล้ว ระหว่างภัยอันตรายกับความเมตตาที่เขามีให้กับเรา อย่างหลังมีมากกว่าอย่างแรกมากมายเหลือเกิน เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่ดูเหมือนเป็นโทษภัยอันตรายอาจกลายเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงกับเราก็เป็นได้ การสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น หลักธรรมข้อหนึ่งที่ต้องมีคือ ความอดทนอดกลั้น ด้วยเหตุนี้ เราต้องการคนที่น่ารังเกียจน่าขยะแขยงด้วย ถ้าคนในโลกนี้ดีหมด เราก็ไม่อาจพัฒนาธรรมเรื่องความอดทนอดกลั้นได้ คนที่ทำให้เราโกรธคือ สัตว์โลกที่ยังข้องแวะกับบ่วงทุกข์ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ดังนั้นสัตว์โลกสอนเราถึงเรื่องความอดทนไม่ใช่พระพุทธเจ้า เมื่อพระอตีสะเดินทางมาที่ธิเบต ท่านได้นำเอาคนอินเดียคนหนึ่งที่มักเอะอะโวยวาย และชอบส่งเสียงดัง ร่วมเดินทางด้วยคนหนึ่ง หลายคนสงสัยว่าทำไมท่านต้องเอาคนแบบนี้ติดมาด้วย ท่านตอบว่าเพื่อฝึกปฏิบัติความอดทนอดกลั้น สรุปแล้ว ทั้งสัตว์โลกและพระพุทธเจ้ามีความเมตตาเท่าเทียมกันแก่เรา ข้อนี้ปรากฏในพระคัมภีร์โพธิสัตตวจรรยาวตาร การปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ของศานติเทวะ 

เหตุผลว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงโกรธ เป็นเพราะว่าพระองค์ท่านมีสมาธิญาณเป็นหนึ่งเดียว ปราศจากอารมณ์ขุ่นมัวหรือกิเลสใดๆที่เข้ามาครอบงำ ดังนั้นเราควรฝึกปฏิบัติทำนองนี้ เมื่อเราตื่นขึ้นมาในยามเช้า ก็ให้ตั้งตนด้วยความคิดว่า

  • วันนี้ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้คนอื่นโกรธ 
  • ข้าพเจ้าจะไม่โกรธคนอื่น 

เมื่อเราทำจนเคยชินเป็นนิสัยแล้ว เราก็จะอาจลดละอารมณ์ขุ่นมัว และท้ายสุดพัฒนาจิตใจเป็นอิสระได้อย่างแท้จริงจากอารมณ์ที่มารบกวนและกองกิเลส สำเร็จบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ 

ถ้าจะถามว่าอะไรดีที่เราควรทำเพื่อให้พระตถาคตเจ้าเกิดปิติพึงพอใจ คำตอบก็คือ ให้ความช่วยเหลือและเมตตาแก่สัตว์โลก พระพุทธองค์จะทรงปิติยินดีเป็นอย่างมาก เหมือนเช่น พ่อแม่มีลูก เราเองจะช่วยให้คนเป็นพ่อแม่มีความสุขได้ โดยแสดงความเมตตาแก่ลูกของเขามากกว่าแสดงความเมตตาแก่คนที่เป็นพ่อแม่เพียงอย่างเดียว พระพุทธองค์ก็คล้ายๆกัน พระองค์ท่านจะพลอยมีสุขและยินดีกว่า หากเราเมตตาแก่สัตว์โลกเสมอเช่นเดียวกับพระพุทธองค์ จะทำเช่นนี้ได้เราต้องพัฒนาบ่มเพาะเป้าหมายแห่งโพธิจิต “ข้าพเจ้าจะบรรลุสภาวะแห่งความเป็นพุทธะเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลหมู่สัตว์โลก” 

ตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณในชีวิตนี้ 

ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องมีความตั้งใจมั่นเพื่อบรรลุสภาวะแห่งความเป็นพุทธะเพื่อประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ในชีวิตนี้ เดี๋ยวนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าการบรรลุสำเร็จมรรคผลทำได้ในชีวิตนี้ และด้วยหนทางใด โดยวิธีที่เรียกว่า ตันตระญาณ หากท่านฝึกปฏิบัติตันตระญาณนี้ ก็จะสำเร็จมรรคผลได้ในชีวิตนี้ 

แม้ว่าท่านจะเกิดความตั้งมั่นเพื่อการตรัสรู้บรรลุมรรคผลในชีวิตนี้ แต่ท่านควรเข้าใจเสียก่อนว่ามันไม่ง่ายเอาเลย เนื่องจากเราสะสมการกระทำอันเป็นโทษไว้มากโขตั้งแต่ไร้กาลเวลา วิธีการตันตระอาจช่วยให้เร็วขึ้น แต่ทางนี้เป็นเส้นทางที่ยาก อย่าคิดเปรียบเทียบทางแห่งตันตระว่าเป็นเหมือนกับนั่งเครื่องบิน มันไม่ง่ายแบบนั้น ดังเช่นตัวอย่างของ เจซุน มิลาเรปะ ต้องผ่านความยากลำบากแสนสาหัสมามากมายกับพระอาจารย์ของท่านคือ ท่านมาร์ปะ สร้างหอคอย ถูกเฆี่ยนตี ทนทุกข์ยากแสนสาหัส ท่านจึงบรรลุธรรมในชาตินี้ เราคงไม่ต้องการพบความยากลำบากอย่างแสนสาหัสแบบที่มิลาเรปะประสบนี้

ถ้าเรามีความตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อตรัสรู้ในชีวิตนี้ และมีความพร้อมต่อความยากลำบาก เมื่อนั้นเราก็มีโอกาสตรัสรู้บรรลุสภาวะความเป็นพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง

สรุป 

การเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายแสนวิเศษนี้ เราสามารถใช้ร่างกายนี้ประพฤติปฏิบัติธรรมและกลับมาเกิดใหม่ที่ดีกว่า มีอิสรภาพหลุดพ้นจากทุกข์ และตรัสรู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เราทำได้โดยปฏิบัติธรรมในแต่ละระดับเพื่อหนทางสู่การตรัสรู้ โดยเริ่มจากการหลีกเลี่ยงการกระทำอันเป็นโทษ กำจัดอารมณ์และกิเลสที่มารบกวน และมุ่งมั่นเป็นอิสระออกจากวัฏสงสาร และตั้งเป้าหมายแห่งโพธิจิต จิตเกิดสมาธิญาณแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวไม่หวั่นไหว และเข้าถึงความว่าง (ศูนยตา)

Top