การศึกษาธรรมะจากการฟัง

สมาธิเกี่ยวกับอะไร

สมาธิเป็นเครื่องช่วยพัฒนาเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ช่วยให้ดีขึ้นได้อย่างไร ชีวิตของเราถูกหล่อหลอมจากลักษณะนิสัยและอารมณ์ ทั้งลักษณะนิสัยและอารมณ์เป็นผลพวงจากสภาพทางเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ และผู้คนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ และสิ่งอื่นๆ ประสบการณ์ชีวิตจะช่วยสอนเราให้รู้ดีว่า แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆภายนอก  เช่น มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการงาน ความมั่งคั่งและมิตรสหาย แต่ถ้าหากว่าเรายังคงมีทัศนคติและสภาพจิตใจเดิมๆ เราก็จะมีปัญหาอยู่วันยังคํ่า ไม่ว่าเราจะมีเพื่อนฝูงมากมายสักเพียงใด เราก็ยังรู้สึกว่าไม่มั่นคงปลอดภัย ไม่สำคัญว่าเราจะรํ่ารวยจริงๆหรือไม่ เพราะเราก็ยังโกรธและไม่พอใจอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอกจะมีขึ้น แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆที่แท้จริงจากภายในเอาเลย 

สมาธิช่วยได้ในที่นี้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงกับคุณภาพของชีวิต เราต้องมาแก้ที่ใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของสติปัญญา การมีสมาธิ หรือการเอาชนะความเกียจคร้าน เรื่องนี้สำคัญที่ต้องจัดการแก้ไข  แต่เราต้องทำความเข้าใจเรื่องของอารมณ์การรู้แจ้งให้ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วเจ้าอารมณ์นี้ไม่เคยรู้สึกมั่นคงปลอดภัย จะมีก็แต่ความสับสนในชีวิต 

สมาธิในพุทธศาสนา 

สมาธิไม่ได้มีสอนในพุทธศาสนาเพียงเท่านั้น ศาสนาและลัทธินิกายอื่นๆมากมายก็สอนเรื่องสมาธินี้ด้วยเช่นกัน แต่สมาธิในพุทธศาสนามีความหมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจให้เกิดสภาพที่บวกที่ดีงามโดยการปฏิบัติทำซํ้า วิธีการก็คล้ายๆกับนักกรีฑาหรือนักดนตรีที่ต้องทำการฝึกซ้อมบ่อยๆซํ้าไปซํ้ามา ในส่วนของการทำสมาธิ มีวิธีการ คือ เริ่มจากภายในโดยการฝึกฝนใจของตนให้คงอยู่ในสภาพที่บวกที่ดีงามจากการคิดภายใน ในตอนเริ่มต้น เราอาจรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมชาติหรือฝืนๆ แต่เมื่อทำบ่อยๆก็จะคุ้นเคยชินกับสภาพจิตนั้น จนสุดท้ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเราเอง

เมื่อฝึกโดยวิธีการนี้ อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดวิธี ถ้าเราพยายามให้เกิดสภาพจิตใจขึ้นใหม่ อย่าคิดว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ มีหลายคนคิดเอาว่า การทำหรือปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เป็นวิธีการที่ดีที่สุด โดยที่ไม่ต้องมีความพยายามใดๆที่จะเปลี่ยนตนเอง แต่หากปล่อยไปตามธรรมชาติแบบนั้น เราก็จะปัสสาวะหรือถ่ายรดกางเกงตนเอง แต่เราฝึกหลายวิธีเพื่อการปรับปรุงตนเองไม่ให้เลอะเปรอะเปื้อน หลักการก็คล้ายๆกันกับการฝึกปฏิบัติจิต  

ไม่ควรคิดให้เหตุผลว่าถ้าปล่อยให้เป็นธรรมชาติก็จะดีเอง เพราะว่าเมื่อปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้วไม่ได้แปลว่าจะเกิดผลดีที่สุด ก็คล้ายกับว่าทารกร้องไห้แล้วเราเกิดอารมณ์เสีย คิดว่าการตีทารกให้หยุดร้องไห้จะเป็นการดีเป็นธรรมชาติ แต่วิธีการแบบนั้นไม่ดีเลยใช่ไหมครับ เรารู้ว่าเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะ แม้ว่าการตีเด็กให้เงียบไม่ให้ร้องในยามดึกดูเป็นความคิดแรกที่เข้ามาในหัว

การทำสมาธิมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา คนมักจะคิดและเข้าใจผิดๆเอาว่าการศึกษาและการทำสมาธิเป็นสองอย่างแยกออกจากกัน ไม่เกี่ยวกัน นี่ไม่ใช่แนวทางคำสอนพุทธศาสนาเอาเลย 

พัฒนาให้เกิดนิสัยที่ดี 

การจะมีนิสัยที่ดีนั้น เราต้องศึกษาว่านิสัยที่ดีเป็นอย่างไร แต่การเรียนนี้ไม่ได้จบลงในตัวของมันเอง เราต้องนำเอาสิ่งที่เรียนมาเป็นส่วนหนึ่งของเรา สมาธิก็ใช้หลักการเดียวกัน เหมือนกับว่าอาหารไม่ถูกย่อยถ้าไม่เอาอาหารเข้าปากแล้วเคี้ยวก่อน ถ้าเราไม่นำเอาคำสอนเข้าสู่จิตใจเราและขบคิดถึงคำสอนนั้นก่อน สมาธิก็ช่วยอะไรไม่ได้ อาหารเมื่อกินแล้วก็ต้องกลืนลงไปเพื่อให้อาหารย่อย และเราจะได้รับประโยชน์ในอาหารนั้น แทนที่จะเคี้ยวอาหารอย่างเดียวแล้วคายทิ้ง 

แล้วเราจะเริ่มทำสมาธิอย่างไร จะเห็นได้ว่า สมาธิอยู่ในขั้นตอนที่สามของกระบวนการที่มีสามขั้นตอน โครงสร้างลักษณะนี้มีปรากฏในระบบปรัชญาและศาสนาอินเดีย เช่นมีในคัมภีร์อุปนิษัทในศาสนาฮินดู หลายคนไม่ชอบที่วิธีการต่างๆที่พุทธศาสนาใช้ปฏิบัติมีปรากฏร่วมกับคำสอนในลัทธินิกายอื่นๆในอินเดียสมัยนั้น แม้ว่าจะมีวิธีการคล้ายๆกัน แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในพุทธศาสนาคือ เนื้อหาในบริบทต่างหาก เช่น อะไรคือเป้าหมาย ความเข้าใจในความจริงคืออะไร แรงจูงใจคืออะไร 

สามส่วนนี้เรียกว่า การฟัง การคิดไตร่ตรองและสมาธิ การปฏิบัติสมาธิในพุทธศาสนา คือการ ใช้สมาธิเพื่อเข้าใจในคำสอนพุทธศาสนา

การฟังคำสั่งสอนในพุทธศาสนา 

เพราะอะไรการฟังถูกจัดเป็นข้อแรก ข้อหนึ่ง ในสมัยพุทธกาล คำสอนถูกสอนและเผยแพร่ผ่านทางคำพูดไม่ใช่จากภาษาเขียน มาจาก การฟังจากผู้ที่สามารถจดจำคำสอนได้ทั้งหมดเอาไว้จากความทรงจำ และอธิบายคำสอนนั้น แต่ปัจจุบัน คำสอนสามารถหาอ่านได้ ดังนั้นจะมีประโยชน์อันใดเล่าในการเรียนรู้ธรรมะจากการฟัง ประโยชน์ที่พึงมีก็คือ ได้ศึกษาธรรมะจากครูบาอาจารย์ที่ยังมีชีวิตอยู่โดยตรง ท่านเหล่านั้นมีความรักความหวังดีต่อลูกศิษย์ให้เข้าใจธรรมะ โดยสามารถสอนและอธิบายธรรมได้หลายแนวทาง ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ ก็สามารถถามครูได้โดยตรงเลย ซึ่งต่างจากศึกษาจากตำราหนังสือ 

ข้อด้อยของการศึกษาฟังธรรมคือ หากท่านใจลอยสูญเสียสมาธิ จะกลับไปที่เนื้อหาที่อาจารย์พูดไปแล้วไม่ได้ ถ้ามีการฟังธรรมะเป็นกลุ่มใหญ่ ก็จะขายหน้า ดูหน้าอับอายถ้าจะขอให้ครูกลับไปพูดถึงเรื่องที่สอนอีกเพราะตนไม่ได้ฟัง หรืออาจจะนั่งข้างหลังและได้ยินไม่ถนัดไม่ชัด หรือห้องอาจจะร้อนมาก ท่านง่วงนอน อันนี้คือข้อเสีย แต่ก็จะทำให้ท่านต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม การศึกษาและปฏิบัติธรรมต้องใช้ความกระตือรือร้นอย่างมาก 

ครูอาจารย์ที่สอนธรรมมักแนะนำเสมอว่าอย่าสอนธรรมะแก่ลูกศิษย์ให้ง่ายเกินไป และก็ไม่ควรชัดเจนจนเกินไปในตอนเริ่มแรกของการสอน สำหรับคนบางคนเช่นข้าพเจ้าแล้ว มันยากเพราะว่าข้าพเจ้าชอบการสอนที่ชัดเจน ถ้าหากข้าพเจ้าตามคำแนะนำของครูข้าพเจ้า คือท่าน เซอคง รินโปเช สอนข้าพเจ้าในขณะที่เป็นล่ามแปลให้กับท่าน ท่านกล่าวว่า “อย่าสอนให้ชัดเจนในตอนเริ่มต้น เพราะเมื่อสอนอย่างนั้นแล้ว จะสามารถแยกเห็นได้ชัดว่าระหว่างคนที่สนใจคำสอนจริงๆกับคนที่มาด้วยเหตุผลอื่น เพราะคนที่สนใจจริงๆจะมีคำถามถามต่อ และที่สำคัญคือ นักเรียนจะต้องพัฒนาความสนใจและความต้องการแห่งตนเพื่อศึกษาเพิ่มเติมยิ่งขึ้นไป” 

แต่ถ้าหากท่านในฐานะเป็นผู้ศึกษา บ่นว่าครูอาจารย์ที่สอนท่านสอนไม่ชัดเจน และทำให้ท่านไม่อยากกลับไปศึกษาต่อจากครูอาจารย์ท่านนั้น ท่านต้องตรวจสอบคุณสมบัติของครู ว่าครูท่านนั้นขาดคุณสมบัติและไม่รู้วิธีสอนให้แจ่มชัดหรือไม่ มีครูหลายท่านเป็นแบบนี้ หรือว่าครูท่านมีเจตนาสอนไม่ให้ข้อมูลหรือรายละเอียดทั้งหมด เพื่อที่จะกระตุ้นสนับสนุนให้ท่านเกิดความอุตสาหะความอดทนในการศึกษาเล่าเรียน จุดประสงค์การฟังธรรมเพื่อไปสู่ขั้นตอนที่สองคือ การขบคิดถึงคำสอน จะดีและเป็นประโยชน์กว่าหากครูไม่บอกคำตอบให้ทั้งหมด ก็เพื่อให้ท่านได้กลับไปขบคิดเสียก่อน จะช่วยพัฒนาทักษะการตรวจสอบคำสอนโดยตัวท่านเอง

การตรวจสอบคำสอน 

การตรวจสอบคำสอนที่ได้เรียนมาว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่เป็นเรื่องสำคัญมาก ลองดูซิว่าท่านคิดอย่างไรบ้างกับคำสอนนั้น ดูการประเมินจากตัวท่านเอง การทำการประเมินและตรวจสอบคำสอนในห้องเรียนกลุ่มใหญ่เป็นเรื่องยาก หรือการได้พบกับครูอาจารย์ท่านปีละครั้งเป็นเรื่องยากยิ่ง ในที่นี้ข้าพเจ้าขอเสนอแนะนำที่เป็นอุดมคติสักหน่อย ในศุนย์ศึกษาพุทธศาสนา ที่ไม่มีครูอาจารย์ประจำอยู่ ต้องอาศัยหนังสือตำราหรือเทปเสียงช่วยในการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษา การศึกษาจากหนังสือตำราไม่ใช่เหมือนอ่านนวนิยาย หรืออ่านหนังสือฆ่าเวลาในช่วงทำธุระส่วนตัวในห้องนํ้า ท่านอ่านคำสอนจากหนังสือด้วยสภาพจิตใจที่เคราพ อ่านไปช้าๆและขบคิดในประเด็นที่อ่าน ถ้าที่ศูนย์ไม่มีครูบาอาจารย์ ก็อาจจะอ่านและถกเถียงร่วมกันในกลุ่มถึงประเด็นต่างๆ บางคนอาจมีความเข้าใจมากกว่าและให้ความกระจ่างรู้แก่ผู้อื่น แต่ถ้าหากเราเป็นผู้ฝึกปฏิบัติที่เรียกว่า “ผู้ฝึกปฏิบัติที่ไม่มีสำนัก” คือประเภทที่ไม่ได้ไปฝึกปฏิบัติที่ศุนย์พุทธศาสนาที่ไหน หรือไม่ชอบฝึกปฏิับัติที่มีคนอื่นอยู่ใกล้ตัว การเข้ากลุ่มศึกษาพุทธศาสนาผ่านทางออนไลน์ก็จะเป็นประโยชน์ถ้าชอบและสะดวกแบบนั้น 

การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนับว่าเป็นประโยชน์ มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นการศึกษาปฏิบัติธรรมโดยใช้สมองหรือพุทธิปัญญามากเกินไป โดยที่ไม่ได้สัมพันธ์กับชีวิตจริงเอาเสียเลย เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นั่นไม่ได้หมายถึงว่าเราจะนั่งปฏิบัติแบบแข็งทื่อไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีรอยยิ้มเอาเสียเลย แต่มันหมายถึงว่าเรามีการสนทนาอย่างลึกซึ้ง และเราก็หัวเราะออกมาได้เมื่อมีใครที่พูดบางอย่างที่ฟังดูตลกขบขันหรือทำข้อผิดพลาด 

ทั้งการที่จะต้องผ่อนคลายและเอาจริงเอาจังในเวลาเดียวกันดูค่อนข้างยากสำหรับคนตะวันตก แต่เป็นข้อบ่งชี้ที่ดีว่าจะนำเอาคำสอนมาใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้อย่างไร เหนือสิ่งอื่นใด หนึ่งในวัตถุประสงค์พื้นฐานก็คือ การที่คุณมีความสุขมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเราทำตัวเต็มไปด้วยรูปแบบ มันไม่ใช่สภาพจิตที่ดีมีสุข เรากลัวว่าเราจะไม่สมบูรณ์แบบ ทำผิดพลาดและถูกลงโทษ นี่ไม่ใช่แนวทางพุทธศาสนา! 

แจกันควํ่า แจกันสกปรก แจกันแตกร้าว 

กลับมาที่การฟัง เราได้รับคำแนะนำว่าจะฟังคำสอนอย่างไรเพื่อไม่เป็นเหมือนแจกันประเภทต่างๆ ข้อแรก อย่าทำตัวเป็นเหมือนแจกันควํ่า เพราะไม่มีอะไรจะใส่เข้าไปได้ เราต้องเป็นคนใจกว้าง ไม่ควรเป็นเหมือนแจกันที่แตกร้าว ใส่อะไรเข้าไปก็รั่วไหลออกหมด สุดท้าย ไม่ควรเป็นอย่างแจกันที่สกปรกที่รกไปด้วยความคิดที่เป็นอคติ ทำให้คำสอนนั้นสับสนยุ่งเหยิงไปหมด 

ควรหลีกเลี่ยงการฟังคำสอนพุทธศาสนาแล้วไปเปรียบเทียบกับคำสอนในลัทธิศาสนาอื่น เช่นว่า “ในศาสนาฮินดูสอนว่าอย่างนี้ และศาสนาเต๋าสอนว่าอย่างนั้น” ครูของข้าพเจ้าเคยสอนว่า “ถ้าพยายามเปรียบเทียบสองสิ่งเข้าด้วยกัน ท่านก็จะไม่เข้าใจทั้งสองสิ่งเลย” คำกล่าวนี้ฟังดูมีเหตุผล เพราะในท้ายสุดเมื่อเอามาเปรียบเทียบกัน ก็จะมีแต่ความสับสน แต่ถ้าหากท่านมีความรู้ความเข้าใจอย่างดีทั้งสองระบบความคิดนั้น ก็ศึกษาเปรียบเทียบได้ แต่หากท่านยังไม่เข้าใจคำสอนพุทธศาสนาดีพอ ตอนแรกควรที่จะละทิ้งความคิดที่ว่านี้เสีย “มันเหมือนอันนี้ใช่ไหม มันเหมือนอันนั้นใช่ไหม” เพียงแต่ฟังคำสอนแค่นั้นอย่างเดียวก็พอ มิเช่นนั้นแล้วท่านเอาคำสอนทั้งสองมาผสมปนเปด้วยอคติ ที่ไม่เพียงแต่ผิดเท่านั้นแต่ทั้งสองระบบไม่เกี่ยวข้องกันเลย 

เมื่อคำสอนแนะว่าอย่าทำตัวเป็นเหมือนแก้วที่แตกร้าว มีความหมายว่า จดจำอะไรไม่ได้ในสิ่งที่ได้ฟังหรือเล่าเรียนมา มีหลายคนใช้การจดบันทึกเข้าช่วย เพราะเอามาดูมาอ่านทบทวนได้ในตอนหลัง ยกเว้นว่าเรามีความจำได้แม่นจริงๆ แต่การจดบันทึกประเด็นที่สำคัญๆก็เป็นความคิดที่ดี 

จิตวิทยาหรือจิตใจของคนตะวันตกเป็นเรื่องที่แปลกน่าสนใจ ถ้าไม่มีการวัดผลสอบ คนในประเทศตะวันตกก็จะไม่มีความมานะพยายามศึกษาเรียนรู้ เราเรียนเพื่อให้สอบได้ และถ้าหากโกงการสอบได้ ทำไม่จะไม่ทำหล่ะ แต่วิธีการเรียนรู้แบบนั้นเอามาใช้ไม่ได้กับการศึกษาพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาไม่มีการสอบ ไม่มีการให้คะแนนดีๆ หรือการอนุญาตยินยอมจากครูอาจารย์ การศึกษาแนวพุทธเป็นไปเพื่อพัฒนาตนเอง และสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ถ้าเราเชื่อมั่นในพระองค์ก็เพื่อประโยชน์สุขและความผาสุกของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ไม่มีการแข่งขันใดๆกับผู้อื่น เราเพียงแต่คิดถึงคำสั่งสอนที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เราจะไม่คิดว่า “คนนั้นโกรธ แต่เราไม่โกรธ” เราส่องกระจกแห่งธรรมให้กับตนเอง ไม่ใช่ส่องผู้อื่น 

คำสอนของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับยารักษาโรค 

มีอีกวิธีการหนึ่งในการฟังคำสอน คือ เปรียบว่าตนเองเป็นเหมือนผู้ป่วย พระพุทธเจ้าหรือครูอาจารย์เป็นหมอรักษา และคำสอนเป็นยารักษาโรค และบุคคลผู้หลุดพ้นเปรียบเสมือนพยาบาลที่มาช่วยเรา พูดง่ายๆ เราปฏิบัติธรรมคำสอนของพระองค์เพราะ “เราเองก็มีปัญหา” ความเจ็บป่วยที่เรามีอาจเกิดจากความโกรธ ความเห็นแก่ตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ เราต้องการรับการรักษาให้หายจากโรค พระพุทธองค์เป็นเหมือนหมอใหญ่ที่ข้าพเจ้าจะได้รับยารักษาที่ดีให้หายป่วย และจะไม่ลืมทานยานั้น แต่จะทานยาตามคำแนะนำ จะไม่หลงลืมกินยาสักวันหนึ่ง และจะไม่ซดยาหมดขวดในวันเดียว ธรรมปฏิบัติเหมือนกับการทานยาปฏิชีวนะ! ต้องทานในเวลาที่กำหนดและในปริมาณหรือขนาดที่กำกับ ยานั้นหรือคำสอนนั้นจะช่วยอะไรเราไม่ได้เลยหากเราทานยาไม่ครบตลอดหรือข้ามวัน นี้คือคำสอนคำแนะนำที่เปรียบพุทธศาสนาว่าเป็นยารักษาโรค 

มีอีกวิธีการหนึ่งในการฟังคำสอน คือ เราอาจจินตนาการว่าอยู่ในดินแดนสุขาวดี และครูก็คือพระพุทธเจ้า และเราก็กำลังได้รับคำสอนที่บริสุทธิ์ ข้อนี้เราไม่ต้องไปคิดว่าครูอาจารย์ทางธรรมที่สอนเป็นพระพุทธเจ้าหรอก แต่พึงเคราพนับถือท่านเหล่านั้น นับถือตนเอง รวมทั้งพระธรรมคำสอนด้วย เรากำลังฝึกปฏิบัติสิ่งที่จริงจัง แต่เราไม่จำเป็นต้องนั่งด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง และไม่ต้องไปสนใจห้องที่ร้อนอบอ้าว เพ่งไปที่คำสอนด้วยใจที่เปิดกว้าง 

เปิดใจให้กว้าง 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเน้นยํ้าถึงการตรวจสอบคำสอนเหมือนกับที่เราซื้อทองคำ ไม่ควรจะเชื่อเพราะเรามีความศรัทธากับคนขายหรือบางสิ่ง จะทำได้ เราต้องเปิดใจให้กว้าง และก็คิดก่อนว่าพระองค์ท่านคงไม่สอนเรื่องโง่เขลาหรือเรื่องไร้สาระเพราะความสนุกสนาน ถ้าเรามีใจที่เปิดกว้าง เราก็สามารถตรวจสอบคำสอนนั้นว่ามีความหมายอย่างไร หลังจากนั้นก็นำเอาคำสอนที่เราเห็นว่าจริงแท้และมีประโยชน์มาใช้ ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างให้ดูเกี่ยวกับเรื่องอดีตชาติและชาติหน้า 

ข้าพเจ้าเติบโตในแบบวัฒนธรรมสังคมตะวันตก เมื่อข้าพเจ้าเริ่มศึกษาพุทธศาสนา ข้าพเจ้าไม่มีความเชื่อในชาติก่อนและชาติหน้าเพราะเป็นความคิดที่ตลกและประหลาดในตะวันตก คล้ายๆกับสวรรค์นรกในศาสนาคริสต์ แต่เมื่อคิดว่าคนทุกคนเคยเป็นแม่ข้าพเจ้ามาก่อนในชาติก่อนๆ นั่นคือทั้งหมดในคำสอน ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ 

หนทางที่ข้าพเจ้าศึกษาในช่วงแรก โดยเริ่มจากการคิดว่า “ข้าพเจ้าจะลองคิดดูเอาว่าคำสอนการเกิดใหม่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจ ณ ขณะนี้ แต่ข้าพเจ้าจะไม่แก้ต่างถึงคำสอนนี้หรือยัดเก็บคำสอนนี้ไว้ใต้พรม แต่จะใช้เวลาเพื่อพยายามทำความเข้าใจในคำสอนนั้น” หลังจากนั้นผ่านไปหลายปี ข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นว่า คำสอนเรื่องการเกิดใหม่มีประโยชน์อย่างแท้จริงและเป็นคำสอนที่ถูกต้อง บางทีแล้วคำสอนเรื่องนี้น่าจะเป็นจริง 

ท่านอาจจะเกิดความเข้าใจในคำสอนได้ดีขึ้นในภายหลัง ตอนเริ่มต้นศึกษา อาจจะยังไม่เข้าใจดีพอเหมือนอย่างกับคำสอนเรื่องการเกิดใหม่ ท่านต้องศึกษาให้ไปถึงอีกระดับหนึ่งที่ลึกซึ้งมากกว่านี้ และเมื่อนั้นคำสอนที่ว่าด้วยเรื่องนรก ภพภูมิต่างๆ และอื่นๆก็จะเป็นที่เข้าใจได้ และถ้าหากไม่เข้าใจในคำสอนเรื่องธรรมชาติของจิตแล้ว ก็จะไม่เข้าใจเอาเลยในเรื่องนรก ภพภูมิต่างๆ การไม่ปฏิเสธโดยทันทีถึงคำสอนพุทธศาสนาในบางเรื่อง เพราะว่าเราไม่เข้าใจมันดีอย่างถ่องแท้ หรือคำสอนนั้นฟังดูแปลกๆจึงสำคัญมาก นี้คือตัวอย่างของใจที่เปิดกว้างและแยกแยะอะไรได้ “ใช่เลยครับ นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนเรื่องการเกิดใหม่ ขอโทษทีนะครับ ผมอาจจะไม่ชอบคำสอนเรื่องนั้นเอาเลย แต่ผมจะศึกษาเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

สรุป 

คำสอนในคัมภีร์พระพุทธศาสนาไม่ใช่แต่มีประโยชน์คุณค่าในการศึกษาเพียงเท่านั้น แต่ยังผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันอีกด้วย การเป็นแจกันที่สกปรกและแตกร้าวไม่ดีเลย! นำพุทธธรรมคำสอนมาใช้ในชีวิตประจำวันเชิงรุก ซึ่งเริ่มต้นจากการศึกษาจากการฟังก่อน ครั้นเมื่อเราศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว เราก็คิดไตร่ตรองตรวจสอบคำสอนนั้น เหมือนกับการซื้อแหวนเพชร คือเราเปิดใจตนเองให้กว้างในประเด็นหัวข้อที่เราไม่เข้าใจเอาเสียเลยในตอนเเรก

Top