การตรัสรู้คืออะไร

การตรัสรู้ หมายถึง การเป็นพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งสูงสุดของศักยภาพและการพัฒนามนุษย์ การตรัสรู้นี้เป็นเป้าหมายอันสูงสุดของพุทธศาสนา และสิ่งมีชีวิตทุกประเภทบนโลกใบนี้ มีความสามารถในการบรรลุการตรัสรู้นี้ด้วยกันทุกรูปทุกนาม

แต่ว่าในขณะนี้ เรายังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ตรงกันข้าม ชีวิตเรากลับเต็มไปด้วยปัญหา และชีวิตก็ขึ้นๆลงๆ เราติดหล่มของปัญหาเหล่านี้ เพราะจิตของเราปรุงแต่งเรื่องโง่ๆขึ้นมา และก็เชื่อถึกทักเอาว่าเป็นจริง เราทำเหมือนอย่างว่าการกระทำนั้นจะนำพาความสุขที่แท้จริงมาให้ แต่ท้ายสุดก็จบลงด้วยความทุกข์ระทม

ตามปกติ เรามักทำในสิ่งที่อยากทำ โดยไม่ค่อยคิดว่าจะมีผลกับผู้อื่นอย่างไร เพราะเราเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล นั้นเป็นสิ่งเดียวที่เราคิดว่าสำคัญ การคิดแบบนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเสียเลย เป็นการคิดที่เห็นแก่ตัว นำความทุกข์มาให้ตนเองและผู้อื่น การจะเป็นผู้ตื่นตรัสรู้ได้นั้น ข้อแรกเราต้อง

  • เข้าใจว่าการกระทำของตนส่งผลต่อตนเองและผู้อื่น และเว้นจากการกระทำที่เป็นภัยอันตราย
  • ตระหนักรู้ว่าสรรพสิ่งมีอยู่หรือเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อมิให้ตนเองหลงผิดไปจากความจริงนั้น

เมื่อเราหยุดเชื่อจิตที่ปรุงแต่ง เราก็หยุดการรบกวนอารมณ์ เช่น ความโกรธ เกลียด ความอิจฉาริษยา ที่เกิดขึ้นเพราะความสับสน เราจะไม่ทำตามความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นจนหยุดไม่ได้อีกต่อไป ทั้งหมดนี้เราต้องทำดังนี้

  • สร้างวินัยกับตนเองด้วยหลักจริยธรรม เว้นจากความประพฤติที่โง่เขลาเบาปัญญาด้วยความเข้มเเข็งอดทน มีสติสมาธิ หลีกเลี่ยงความฟุ้งซ่านหรือโมหะ
  • มีปัญญาแยกเยะได้ว่าอะไรให้โทษอะไรให้คุณ อะไรจริงอะไรอะไรเท็จ
  • สร้างสมดุลให้กับอารมณ์ ปลูกฝังคุณสมบัติที่ดีเช่น ความรักและความกรุณา

 แม้จะเกิดสุขทางใจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเรายังไม่เห็นการอิงอาศัยของสรรพสิ่งและคนทุกคน ดังนั้น เรายังไม่รู้วิธีว่าจะช่วยผู้อื่นอย่างไรดี

เพราะเหตุนี้ เราต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่างพระพุทธเจ้า ที่ไม่มีการปรุงแต่งจิตของตนไปตามกิเลสหรืออารมณ์ เราเห็นชัดถึงการอิงอาศัยในสรรพสิ่ง และรู้ว่าจะช่วยผู้อื่นได้อย่างไรดี ร่างกายเรามีพลังงานอยู่จำกัด เราสื่อสารได้อย่างดีกับทุกคน จิตใจเราเข้าใจทุกสิ่ง เรามีความรัก ความเมตตา และความห่วงใยอย่างล้นพ้นในสรรพสิ่งเท่าเทียมกัน เปรียบดั่งว่าคนเหล่านั้นเป็นลูกรักของเรา เราทำงานเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เมื่อเราตื่นตรัสรู้ เราไม่โกรธหรือหมดความอดทน ยึดติดกับคน หรือไม่ก็ละเลยไม่ใส่ใจพวกเขา เพราะเรายุ่งหรือเหนื่อยเกินไป

เราเป็นรู้ผู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้มีความสามารถรอบด้าน เป็นเหมือนกับพุทธเจ้า เราไม่อาจกำจัดความทุกข์ผู้อื่น แต่เราช่วยเขาได้ โดยเป็นครูผู้สอน เป็นตัวอย่างให้เขาดู ทางที่ไปสู้การตรัสรู้นั้น เราต้องทำดังนี้ 

  • สร้างเสริมพละกำลังด้านบวกให้มาก ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยไม่เห็นแก่ตัว
  • มุ่งดำเนินชีวิตเพื่อเข้าใจความจริง เลิกเข้าใจโลกอย่างที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

 เราทั้งหลายมีความพร้อมทั้งร่างกายและสติปัญญาขั้นพื้นฐาน เพื่อการสร้างเหตุที่ดีไปสู่ทางแห่งการตรัสรู้ จิตและหัวใจเราตามธรรมชาติเดิมแท้เปรียบเหมือนท้องฟ้าที่โปร่งใส ปราศจากมลภาวะใดๆทั้งทางอารมณ์และความคิด สิ่งที่จะต้องทำคือพัฒนาสิ่งเหล่านี้ เพื่อไปสู่ศักยภาพที่สูงสุด

การตรัสรู้ดูเหมือนเป็นเป้าหมายที่เอื้อมไม่ถึง บรรลุได้ยากเต็มที ไม่มีใครอ้างว่ามันง่าย! แต่ถ้าเรามุ่งไปทางทิศทางนั้นเสียแล้ว ชีวิตเราก็มีความหมายมากเหลือเกิน เมื่อเราเข้าใจการเกี่ยวข้องสัมพันธ์ของตนเองกับผู้อื่น เราป้องกันตนเองออกจากความหดหู่และความวิตกกังวล เราเกิดความเต็มเปี่ยมในชีวิต เพราะเราเดินทางผจญภัยในเส้นทางที่ใหญ่หลวงนี้ นั่นคือเส้นทางพุทธธรรมเพื่อการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อยังประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายโดยถ้วนหน้า

Top