จริยธรรมที่ไปพ้นศาสนา

ปัญหาและอุปสรรคการให้ความสำคัญในความแตกต่างระดับรอง หรือความแตกต่างที่ไม่สำคัญ

สวัสดีพี่น้องที่รักทั้งหลาย อาตมาดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาพูดคุยกับพวกท่านในที่นี้ ข้อแรกอาตมาต้องขอทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับผู้ฟังทั้งหลายเสมอเมื่อกล่าวปราศัย โปรดคิดว่าท่านเป็นมนุษย์คนหนึ่ง อย่าคิดว่าท่านเป็นคนสวิส คนอิตาลี หรือคนฝรั่งเศส ล่ามแปลของอาตมาก็ไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นชาวฝรั่งเศส ! อาตมาก็เช่นเดียวกัน ก็ไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นคนธิเบต ยิ่งไปกว่านั้น อาตมาไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นชาวพุทธ เพราะอาตมามักกล่าวในคำปราศัยทุกครั้งว่าการใช้ชีวิตให้มีความสุข มีความยุ่งยากเดือดร้อนให้น้อยคือรากฐานการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง 

ทุกๆหนึ่งคนจากคนเจ็ดพันล้านคนต้องการมีความสุขในชีวิต และทุกๆคนสมควรมีสิทธิ์บรรลุเป้าหมายนั้น แต่ถ้าหากเรายังคงให้ความสำคัญกับความแตกต่างที่มีอยู่ในระดับรองหรือไม่สำคัญ เช่นตัวอย่าง “อาตมาเป็นคนธิเบต” ก็จะทำให้เราคิดจมอยู่กับประเทศธิเบต หรืออีกตัวอย่าง “อาตมาเป็นชาวพุทธ” ก็จะทำให้เราเกิดความรู้สึกใกล้ชิดกับชาวพุทธด้วยกันเอง แต่ในขณะเดียวกันกลับทำให้เราเหินห่างกับคนอื่นที่นับถือศาสนาต่างจากเรา 

ความคิดทำนองนี้เป็นบ่อเกิดของปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหามากมายและความรุนเเรงอย่างมหันต์ที่มนุษย์ได้เผชิญในอดีตตราบจนถึงในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้นหากท่านมองผู้อื่นว่าเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับท่าน ไม่มีเหตุผลใดเลยในการเข่นฆ่ากันและกัน แต่เมื่อเราลืมถึงความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ และให้ความสำคัญกับความแตกต่างที่พวกเรามีในระดับรอง เช่น “ชาติของเรา” “ประเทศของเขา” “ศาสนาของเรา” “ศาสนาของเขา” เราสร้างความแตกต่างมากยิ่งขี้น และห่วงใยกับคนของตนหรือคนที่นับถือศาสนาเดียวกันมากกว่า แต่ลืมนึกถึงสิทธิของคนอื่นหรือผู้อื่น และไม่เคราพในชีวิตชองผู้อื่น ปัญหามากมายในปัจจุบันเกิดขึ้นจากเราให้ความสำคัญมากเกินไปกับความแตกต่างในระดับรอง 

มีวิธีีเดียวที่จะแก้ไขสิ่งนี้ได้คือให้คิดอย่างมีเหตุผลว่าเราเองเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับผู้อื่น โดยไม่มีเขตแดนใดๆมาขวางกั้น ดังตัวอย่างเช่น เมื่ออาตมากล่าวปราศรัย แต่อาตมามองตนเองว่าเป็นชาวพุทธธิเบต หรือคิดลำพองมากกว่านั้นว่าเป็น “ดาไลลามะผู้ศักดิ์สิทธิ์” ก็จะเกิดเส้นแบ่ง หรือความแบ่งแยกระหว่างผู้ฟังกับตัวของอาตมาเอง และนี่เป็นเรื่องโง่เขลา หากอาตมาเป็นห่วงเป็นใยจริงๆถึงความสุขทุกข์ของผู้คน อาตมาก็ต้องพูดคุยสนทนากับพวกท่านทั้งหลายในระดับเดียวกับพี่น้อง หรือมนุษย์ด้วยกันเอง จริงๆแล้วพวกเราทั้งหลายต่างเหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทางจิตใจ อารมณ์และทางกาย ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ และอาตมาก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นเรากำลังพูดถึงเรื่องนี้กัน 

จริยธรรมทางโลกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา

จริยธรรมทางโลกเกี่ยวข้องอย่างมากกับปัจจัยชีววิทยา แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวเท่านั้นที่มีความเชื่อความศรัทธาในศาสนา ความศรัทธาศาสนาได้เกิดและพัฒนาขึ้นในมนุษยชาติ แน่นอนว่าความเชื่อศาสนานี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านชีววิทยาแต่อย่างใด จริยธรรมทางโลกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาได้เผยแพร่ไปทั่วในจำนวนประชากรโลกทั้งหมดเจ็ด พันล้านคน อย่างที่อาตมากล่าวไว้เมื่อวานนี้ว่า มีคนหนึ่งพันล้านคนจากทั้งหมดเจ็ดพันล้านคนที่กล่าวแสดงตนว่าไม่มีศาสนา ถ้ามาคิดพิจารณาว่าคนตั้งหกล้านคนมีศรัทธาและความเชื่อศาสนา แต่มีคนที่คดโกงมากเหลือเกิน มีเรื่องอื้อฉ่าว การเอารัดเอาเปรียบ ทุจริตคอรัปชั่น การโฉ้โกง โป้ปดมดเท็จ และข่มเหงกลั่นแกล้งกัน อาตมาเชื่อว่าเพราะเราขาดความเชื่อศรัทธาที่แท้จริงในหลักศีลธรรม แม้แต่ศาสนาก็ยังถูกใช้ไปในทางที่ผิด อาตมาไม่แน่ใจว่าตนเองได้กล่าวไว้เมื่อวานนี้หรือเปล่าว่า บางครั้งแล้วอาตมารู้สึกจริงๆว่าศาสนาสอนเราให้เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก เราพูดสิ่งดีๆ เช่น “ความรัก”  “ความเมตตา” แต่ในความจริงแล้วเราไม่ทำตามในสิ่งที่พูด และโลกนี้มีความอยุติธรรมมากมายเหลือเกิน 

ศาสนาพูดถึงสิ่งดีๆตามแนวทางจารีตประเพณี แต่ไม่ได้มาจากใจ นี่เป็นเพราะว่าแท้จริงแล้วคนขาดศีลธรรม หรือไม่เชื่อในคุณค่าหลักศีลธรรมอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นผู้มีศรัทธาปสาทะในศาสนาหรือไม่มีก็ตาม เราจำเป็นต้องคิดพิจารณาเรื่องนี้อย่างหนัก ว่าจะให้การศึกษาผู้คนให้มีศีลธรรมอันดีได้อย่างไร ท่านอาจจะเพิ่มเนื้อหาศาสนาเข้าไป และก็จะเป็นศาสนาที่แท้จริง เหมือนที่อาตมากล่าวไว้เมื่อวานว่าศาสนาทุกศาสนาพูดเรื่องคุณค่าเหล่านี้ 

พัฒนาตนไม่ยึดติดกับแนวทางของตนเอง

ในร้อยปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้คนเข่นฆ่ากัน ต่างฝ่ายก็สวดมนต์ภาวนาถึงพระเจ้า มันช่างเข้าใจยากจัง! แม้แต่ในปัจจุบันี้ บางครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งทางศาสนา อาตมาคิดว่าต่างฝ่ายก็สวดภาวนาถึงพระเจ้า อาตมาชอบพูดตลกว่าสงสัยพระเจ้าคงจะสับสนน่าดู พระองค์ท่านจะตัดสินใจถูกได้อย่างไร เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็สวดถึงพระองค์ท่าน คงจะขอพรจากท่านเสียนี้กระมัง ไม่เข้าใจจริงๆ มีครั้งหนึ่งที่ประเทศอาร์เจนติน่า ช่วงการสนทนากับนักวิทยาศาสตร์และผู้นำศาสนา การประชุมครั้งนี้แม้จะจะไม่ใช่การประชุมศาสนสัมพันธ์ แต่อาตมาได้พบกับนักฟิสิกส์ท่านหนึ่ง มีชื่อว่ามธุรนา มธุรนาเป็นอาจารย์ของวาเรล่าอีกที อาตมาพบเขาที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และอีกครั้งที่ประเทศอาร์เจนติน่า และหลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเลย ระหว่างการสนทนา มธุรานากล่าวว่า ในฐานะที่เขาเป็นนักฟิสิกส์ เขาไม่ควรที่จะยึดติดกับสาขาวิทยาศาสตร์ของตนเอง คำกล่าวนี้ช่างเป็นคำพูดที่ยอดเยี่ยมและชาญฉลาดที่อาตมาได้เรียนรู้

อาตมาเป็นชาวพุทธ แต่ก็ไม่ควรยึดติดกับพุทธศาสนา เพราะว่าการยึดมั่นถือมั่นเป็นโทษทางอารมณ์ หากท่านเกิดยึดติดแล้ว ท่านก็จะเกิดความลำเอียง ครั้นจิตใจท่านมีอคติ ท่านก็จะไม่เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงหรือตามวัตถุวิสัย

นี่คือเหตุผลที่ว่าพวกที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในนามของศาสนา อาตมาเห็นว่า ส่วนมากแล้วเหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่ศาสนาแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองเสียมากกว่า 

แต่สำหรับกลุ่มศาสนาที่ยึดมั่นในแนวทางจารีตประเพณีและความเชื่อศรัทธาอย่างเคร่งครัด พวกเขาต่างยึดติดในศาสนาของตน จึงไม่อาจแลเห็นคุณค่าของลัทธิหรือศาสนาอื่นนอกไปจากของตน 

สิ่งที่มธุรนายืนยันนั้น อาตมาเห็นว่าเป็นคำแนะนำที่สำคัญมาก การพบกับผู้คนต่างๆมากมาย มีผลให้อาตมาชื่นชมศาสนาและประเพณีอื่นๆที่ต่างออกไป และอาตมาหวังว่าอาตมาจะไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์หัวรุนแรงบ้าคลั่งยึดติดในศาสนาตน มีครั้งหนึ่งอาตมาเคยพูดไว้ อาตมาเดินทางไปที่เมืองลูเดอร์ที่อยู่ทางตอนใต้ฝรั่งเศส อาตมาไปที่นั่นในฐานะนักจาริกแสวงบุญ อาตมาดื่มนํ้าอยู่บริเวณหน้ารูปองค์พระปฏิมาพระเยซูคริสต์เจ้า  อาตมายืนอยู่ข้างหน้ารูปปั้นพระองค์ท่าน และรำพึงในใจถึงคนเป็นล้านๆคนที่เดินทางแสวงบุญจาริกมายังที่แห่งนี้เป็นเวลาหลายร้อยปี เพื่อแสวงหาความสบายใจ ส่วนคนพิการ คนเจ็บคนป่วย ก็มาที่นี้เพื่อขอพรหวังให้ตนเองหายป่วย อาตมาได้ยินมาแบบนั้นมา เมื่ออาตมาสะท้อนไตร่ตรองถึงเรื่องเหล่านี้ อาตมาเกิดความรู้สึกประทับใจมากกับศาสนาคริสต์ และอาตมาเกือบจะร้องไห้ออกมา และมีอีกครั้ง ครั้งนี้เกิดเหตุการณ์ที่ประหลาด ที่เมืองฟาติมา ประเทศโปรตุเกส   ช่วงเวลาสั้นๆอาตมานั่งสมาธิภาวนาเงียบๆต่อหน้าองค์ปฏิมาพระแม่มารี ภานใต้วงล้อมของเพื่อนชาวคาทอลิกและคริสเตียน เมื่ออาตมาและคนอื่นกำลังเดินทางกลับ อาตมาหันหลังกลับไปที่พระรูปอีกที รูปปั้นยิ้มให้อาตมา อาตมาหันกลับไปมองครั้งแล้วครั้งเล่า ใช่แน่ ท่านส่งยิ้มให้อาตมา อาตมารู้สึกได้ที่พระแม่มารียอมรับและต้อนรับอาตมา แม้จะเป็นบุคคลนอกศาสนาก็ตาม! หากอาตมามีเวลาอยู่นานหน่อย คงได้สนทนาพูดคุยปรัชญากับพระแม่ท่าน และอาจจะเกิดอะไรต่างๆที่ลึกซึ้งเป็นแน่!

เช่นเดียวกัน การถือมั่นแม้แต่ในศาสนาของตนเองก็ไม่ดี บางครั้งศาสนาก่อให้เกิดความขัดแย้งและการแบ่งแยก ถือว่าเป็นเรื่องรุนแรงมาก ศาสนาควรเป็นหนทางที่ให้เกิดความความเมตตาและการให้อภัยมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยระงับรักษาความโกรธและความเกลียดชัง ดังนั้น ถ้าหากศาสนาเสียเองที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อศาสนาอื่น นี้ก็ไม่ต่างอะไรจากยาที่ควรช่วยให้คนหายป่วย ไม่ใช่เพิ่มความเจ็บป่วยมากยิ่งกว่าเดิม แล้วจะทำอย่างไรดี สิ่งน่าเศร้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือการขาดศีลธรรม ดังนั้นอาตมาจึงเชื่อว่าเราต้องมีข้อปฏิบัติที่หลากหลายเพื่อให้เกิดมีความพยายามอย่างแท้จริงในการส่งเสริมจริยธรรมทางโลกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา

ฆราวาสนิยม (หลักการที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา) และการเคราพผู้อื่น 

ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมทางโลก อาตมารู้จักอดีตรองนายกรัฐมนตรีท่านอัดวานีเป็นอย่างดี มีครั้งหนึ่งท่านได้เล่าถึงการสัมภาษณ์ที่สถานีโทรทัศน์แคนาดาได้ถามสัมภาษณ์ท่านว่า อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของระบอบประชาธิปไตยในอินเดีย ท่านตอบว่าอินเดียมีรากฐานทางวัฒนธรรมและประเพณีมาเป็นพันๆปีเรื่องการเคราพผู้อื่น ในความแตกต่างทางทัศนะ ท่านได้กล่าวกับอาตมาว่า ราวสามพันกว่าปีได้ที่ทัศนะความคิดแบบจารวากหรือปรัชญาที่มี ทัศนะความคิดแบบสูญนิยม คือเชื่อว่าสรรพสิ่งไม่มีอยู่ ได้ถือกำเนิดและพัฒนาในอินเดีย ฝ่ายเจ้าลัทธิที่มีทัศนะปรัชญาต่างจากปรัชญาจารวากต่างโต้แย้งวิจารณ์และประฌามลัทธินี้ แต่ก็ยังเรียกเจ้าลัทธิหรือผู้นำลัทธิจารวากว่า “ฤาษี” หรือผู้รู้ นี้บ่งบอกว่าถึงแม้จะมีความคิดที่เห็นต่าง หรือมีการโต้เถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดง แต่ก็ยังมีการเคราพซึ่งกันและกัน นั่นหมายถึงว่าเราต้องเคราพผู้ที่ไม่มีความเชื่อในศาสนาด้วยเช่นกัน 

เมื่อวาน อาตมากล่าวว่า เพื่อนของอาตมาบางท่านที่เป็นชาวคริสต์และมุสลิม ต่างสงวนท่าทีบ้างเล็กน้อยต่อความหมายของคำว่า “ฆราวาสนิยม” ที่มีหลักการไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับศาสนา อาตมาคิดว่าในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติบอลเชวิค เป็นช่วงที่เกิดแนวโน้มการต่อต้านศาสนาอย่างมาก แต่อาตมาต้องการแยกเยอะให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่าง ศาสนา และ สถาบันศาสนา สองอย่างนี้ที่ไม่ใช่อันเดียวกัน คนที่มีเหตุผลจะต่อต้านศาสนาไปทำไหม ศาสนาเป็นเรื่องความรัก ความเมตตา และไม่มีใครผู้ใดจะต่อต้านสิ่งนี้ ส่วนสถาบันศาสนาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิบัติบอลเชวิค ชนชั้นปกครองผู้มีอำนาจกลับละเมิดประชาชน รวมทั้งผู้นำนักปกครองเหล่านี้ต่างได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสถาบันศาสนา ดังนั้นว่าตามเหตุผลแล้ว พวกนักปฏิวัตินอกจากจะต่อต้านผู้ปกครองแล้ว ยังต่อต้านสถาบันศาสนาด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงมีเเนวโน้มในการต่อต้านศาสนาและพระเจ้า 

แม้แต่ในปัจจุบัน ถ้าหากมีการแสวงหาผลประโยชน์ภายในสถาบันศาสนา หรือแม้แต่ในชาวพุทธธิเบต เราต้องต่อต้านสิ่งนี้ แม้แต่ตัวอาตมาเองก็ยังถือปฏิบัติตามนี้ ดังเช่นเมื่อสองปีที่ผ่านมา อาตมาได้ยุติรูปแบบประเพณีที่มีมาสี่ร้อยปี ที่ถือว่าองค์ดาไลลามะเป็นประมุขทั้งทางอาณาจักร และศาสนจักร อาตมายกเลิกประเพณีนี้อย่างเต็มใจ อย่างสุขใจและภาคภูมิใจ เพราะจริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้กลับทำลายคุณค่าที่แท้จริงของศาสนาหรือธรรมะ ดังนั้นเราต้องแยกให้ออกระหว่างสถาบันศาสนาและการปฏิบัติศาสนาอย่างแท้จริง 

ตามความเข้าใจของคนอินดียที่เกี่ยวกับโลกฆราวาสนิยม ฆราวาสนิยมแบบอินเดียไม่ได้มีทัศนคติทางลบต่อศาสนาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเคราพยกย่องศาสนาทุกศาสนา หรือแม้แต่คนที่ไม่มีความเชื่อศาสนาใดๆ อาตมาคิดว่านี้เป็นเรื่องฉลาดมาก แล้วเราจะเผยแพร่ความคิดนี้ได้อย่างไร โดยการเทศนาอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่แน่ หรือว่าโดยการสวดภาวนา ก็ไม่ใช่ หรือทางการให้ความรู้การศึกษา ข้อนี้ถูกต้อง เราได้รับการศึกษาเรื่องสุขอนามัยทางกาย แล้วทำไมจะได้รับการศึกษาเรื่องสุขอนามัยทางใจหรือจิตไม่ได้เล่า ซึ่งเป็นความรู้ง่ายๆในการดูแลสุขภาพจิต โดยที่ไม่ต้องพูดเกี่ยวกับพระเจ้าหรือโลกหน้า หรือพระพุทธเจ้าหรือพระนิพพาน  แต่เป็นเรื่องง่ายๆที่จะทำให้ตนเองเป็นคนมีความสุขทางจิตใจ เมื่อคนที่มีความสุข ครอบครัวก็จะมีความสุขตาม จนถึงชุมชนด้วยเช่นดียวกัน ดังนั้น อาตมาคิดว่าเราต้องการบทเรียนด้านสุขภาวะทางอารมณ์

สุขภาวะทางอารมณ์ 

อะไรคือสุขภาวะทางอารมณ์ มีความหมายว่าเราจะใส่ใจดูแลปัจจัยที่มาทำลายความสงบทางใจได้อย่างไร ข้อเหล่านี้เหมือนกับความเจ็บป่วยทางใจ เพราะว่าไม่เพียงแต่อารมณ์ทางลบเหล่านี้จะทำลายสุขภาพใจและความสงบแล้ว แต่ยังลดความสามารถของจิตในการพิจารณาตัดสินความจริง สิ่งนี้จะก่อผลเสียหายอย่างมากเพราะว่ายามใดที่ท่านโกรธ ท่านก็จะไม่เห็นความจริง ใจเกิดอคติหรือลำเอียงได้ และการยึดมั่นถือมั่นก็เช่นเดียวกัน ท่านไม่อาจเห็นความจริงที่ถูกได้ นี่คือโรคทางจิตใจ ธรรมชาติของจิตคือการมีสติตระหนักรู้ ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดสติลดน้อยลงนับว่าเป็นโทษ 

ดังนั้นสุขภาวะทางอารมณ์มีความหมายถึงการลดละอารมณ์ที่ทำให้จิตขาดสติ แล้วรักษาความสามารถจิตที่มองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนและบรรลุความสงบ นี่คือสุขภาพจิตที่ดี การจะบรรลุสิ่งนี้ได้ ข้อเเรกเราต้องปลูกฝังและสร้างความสนใจต่อเรื่องนี้ หากไม่สนใจแล้ว ท่านจะไปบังคับคนอื่นให้สนใจคงไม่ได้  เราจะบังคับใช้กฏหมายหรือหลักรัฐธรรมนูญให้คนมาสนใจคงไม่ได้  จำต้องมาจากความสนใจของแต่ละคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ และคุณค่านี้เองที่ที่เราสามารถสอนกันได้ 

การค้นพบทางวิทยาศาสตร์เรื่องจิตและอารมณ์  

ตอนนี้เรามาดูความรู้วิทยาศาสตร์ ในอดีตวิทยาศาตร์ยุคใหม่เน้นเรื่องสสาร คือเชื่อในเรื่องการชั่งตวงวัด อาตมาคิดว่าปลายศตวรรษที่ยี่สิบและต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นักวิทยาศาตร์ให้ความสนใจเรื่องจิตและอารมณ์มากยิ่งขึ้น เพราะว่าจิตและอารมณ์เกี่ยวข้องกันอย่างมากในเรื่องสุขภาพ นักวิทยาศาสตร์บางท่านกล่าวว่า “สุขภาพจิตที่ดีคือสุขภาพกายที่แข็งแรง” นักวิทยาศสตร์การแพทย์ยังได้กล่าวเช่นกันว่า การมีความกลัว ความโกรธ และความเกลียดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ระบบภูมิต้านทานลดตํ่าลง ในขณะที่จิตใจที่มีความเมตตา จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่ร่างกาย หรือมิฉะนั้นคงความแข็งแรงเอาไว้ เราคงรู้อย่างแน่ชัดว่าใจที่สุขสงบ จะส่งผลที่ดีต่อร่างกายเป็นอย่างมากแก่คนเรา 

มองเห็นข้อดีจากข้อไม่ดีของสถานการณ์ทั้งหลาย 

ในชีวิตของอาตมา อาตมาต้องรับภาระและความผิดชอบอย่างมากมาย และเหตุการณ์กลับยากลำบากในเพียงวัยสิบหกปี พออายุยี่สิบสี่ปี อาตมาต้องพลัดถิ่น ไม่มีประเทศของตนเองที่จะอยู่ และมีชีวิตเสมือนผู้ลี้ภัย ในขณะเดียวกันในประเทศธิเบตเองก็มีความทุกข์และปัญหามากมาย ผู้คนต่างฝากความหวังและความเชื่อมั่นไว้กับอาตมา แต่อาตมากลับสิ้นหวัง อย่างไรก็ดีจิตใจที่สงบช่วยให้อาตมาแลเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ท่านศานติเทวะได้กล่าวไว้ว่าหากสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่หากว่าเหตุการณ์ยุ่งยากเกินกว่าจะเอาชนะได้ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องไปกังวลกับมันมาก นี่คือความเป็นไปได้จริงๆ อาตมาก็ปฏิบัติตามนี้ 

ข้อสำคัญคือเราจำต้องมองทุกอย่างตามความเป็นจริง และเข้าใจว่าทุกสิ่งนั้นเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน อะไรจะเกิด น่าจะให้ผลดี อย่างกรณีของอาตมาก็เช่นกัน แม้ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย แต่เพราะสิ่งนี้อาตมาได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากมาย และได้เรียนรู้ทัศนะที่แตกต่างมากมาย อาตมาได้พบขอทาน ผู้นำทั้งหลาย นักวิชาการจากสาขาต่างๆ และคนที่ปฏิเสธศาสนา นี่ถือว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะหากอาตมาอยู่แต่ในประเทศธิเบต อาตมาคิดว่าอาตมาคงมีความรู้เพียงครึ่งเดียวจากความรู้ที่มีอยู่ในตอนนี้ ในทางหนึ่งมันคือโศกนาฏกรรม แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นโอกาสที่ดีอย่างมากๆ หากเรามองพิจารณาหลายแง่แล้ว เราก็จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ อาจจะเกิดสิ่งเลวร้ายขึ้น แต่ก็เกิดสิ่งดีๆตามมา 

คนธิเบตในอดีตมีชีวิตที่โดดเดี่ยวจากโลกภายนอก แต่ในปัจจุบันคนธิเบตมีความคิดที่กว้างมากยิ่งขึ้น เป็นเวลาหลายร้อยกว่าปีที่คนธิเบตมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ราวกับหลับใหลไม่ยอมตื่น แต่ในปัจจุบันนี้พวกเขาตื่นกันแล้ว ท่านลองดูกันแล้วกันว่าเราสามารถเห็นสิ่งต่างๆในทางบวกได้ หากมองสิ่งต่างในหลายๆมุม นี่จะช่วยอย่างมากให้ใจเป็นสุข ช่วงนี้เพื่อนเก่าอาตมาหลายท่านบอกกับอาตมาว่า อาตมาหน้าเด็ก และพวกเขาถามเคล็ดลับกับอาตมา อาตมาตอบเขาไปว่าการนอนหลับ 8-9 ชั่วโมงในแต่ละวันช่วยให้ใจเป็นสุข นั่นคือปัจจัยหนึ่ง แต่ประโยชน์จริงๆที่ได้รับคือจิตใจที่สงบ 

ใจที่สงบช่วยให้หายฟื้นสิ่งต่างได้เร็ว อย่างเช่นฟื้นได้เร็วหลังจากการผ่าตัด เมื่อครั้นอาตมาได้รับการผ่าตัดที่ถุงนํ้าดี ถือว่าสาหัสมาก ศัลยแพทย์บอกกับอาตมาหลังจากการผ่าดัดทีหลังว่า ปกติแล้วการผ่าตัดใช้เวลาเพียง 15-20 นาที แต่อาการของอาตมาหนักมาก ต้องใช้เวลาผ่าตัดถึงสามชั่วโมงด้วยกัน เพราะว่าถุงนํ้าดีของอาตมาใหญ่เกือบเป็นสองเท่าของปกติ และมีหนองเกิดขึ้นอย่างมากด้วย แต่อาตมาพักฟื้นเพียงแค่ห้าวันเท่านั้น จิตใจที่สงบกับทัศนคติทางบวกช่วยให้ร่างกายมีสภาพที่แข็งแรงดี แม้ว่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น ท่านก็จะหายได้อย่างรวดเร็ว ใจที่สงบจะช่วยให้มีสุขภาพดี 

ความงามภายในกับความงามภายนอก 

อาตมาจะพูดในที่นี้เช่นเดียวกันแบบกึ่งขบขันกึ่งล้อเล่นว่าพวกผู้หญิงบางคนใช้เงินซื้อเครื่องสำอางค์อย่างมาก สตรีบางคนแต้มสีต่างๆบนใบหน้า มีสีฟ้า สีเขียวและสีอื่นๆทาอยู่บนใบหน้า ไม่ได้ดูสะสวยอะไรเลย แต่พวกเขาคิดว่ามันสวย! ผู้คนมักจะให้ความสนใจในความงามภายนอก มีวันหนึ่งที่อาตมาแสดงปาฐกถา มีสตรีท่านหนึ่งมีผมสีฟ้า ดูแปลกมาก แน่นอนอาตมาแหย่เธอเล่นว่าผมสีฟ้าไม่ได้สวยจริงหรอก! แน่นอนที่ว่าความงามภายนอกสำคัญแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความงามภายใน สุภาพสตรีทั้งหลายที่ใช้จ่ายในราคาแพงเพื่อความงามภายนอก ได้โปรดให้ความสำคัญต่อความงามภายใน เพราะดีกว่ากัน!

จิตและอารมณ์ในทางวิชาการ 

เรากำลังพูดถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ความสงบทางใจที่แท้จริงเป็นเรื่องสำคัญ พื้นฐานใจที่สงบคือการเชื่อมั่นในตนเองและความแข็มแข็งภายใน ที่เกิดจากความรักความเมตตา การเคราพผู้อื่นและความห่วงใยสุขทุกข์พวกเขา นี่คือหลักจริยธรรมทางโลก 

เราสามารถเให้การศึกษาเรื่องจิตและการดูแลอารมณ์ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย เนื้อหาค่อนข้างกว้าง มีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับเรื่องจิตและอารมณ์ และความสัมพันธ์ของทั้งสองที่เกี่ยวข้องกัน เราสามารถเห็นความเป็นเหตุและผล และถ้ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับจิต ก็จะเกิดสิ่งอื่นตามขึ้นมา ดังนั้นการจะจัดการสิ่งนี้ เราต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ของจิตและสมองทั้งหมด

หัวข้อนี้นับว่ามีคุณค่าต่อการศึกษาในทางวิชาการ สองสามปีที่ผ่านมาในแวดวงวิชาการในประเทศอเมริกา มีนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาทดลองค้นคว้าในข้อมูลที่มีอยู่ และได้ผลเป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงเกิดมีโครงการการศึกษาอันว่าด้วยเรื่องจริยธรรมทางโลกเกิดขึ้น ตอนนี้เรากำลังดำเนินการร่างหลักสูตรเกี่ยวกับหลักจริยธรรมหรือศีลธรรมที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา ซึ่งจะสอดคล้องกับการศึกษาของโลกปัจจุบัน 

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการศึกษา หรือนักคิดทั้งหลายในที่นี้ ควรคิดให้มากถึงประเด็นนี้ และถ้ามีโอกาสควรจัดดำเนินการสัมมนาพูดคุยถึงเรื่องนี้ ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาดูเหมือนจะยังไม่มีการเรียนการสอนเรื่องจริยธรรมหรือศีลธรรม ดังนั้นคนส่วนมากจึงยึดเอาคำสอนทางศาสนาเป็นหลักในการอบรมสั่งสอนทางศีลธรรมจริยธรรม แน่นอนนี้เป็นข้อที่ดี แต่ก็มีคนที่ไม่ได้สนใจในศาสนา และยากที่จะยอมรับความคิดทางศาสนา นี่นับว่าเป็นความยากลำบาก ดังนั้น เราจำต้องหาแนวทางสอนที่ไม่อิงศาสนาและเป็นสากลพอที่ใครๆจะรับได้

อาตมาขอจบการกล่าวปาฐกถาเพียงเท่าที่ ช่วงนี้ขอเป็นช่วงถามตอบ 

คำถาม

สมเด็จครับ/ค่ะ ในช่วงท้ายปาฐกถาของพระองค์ท่าน ท่านได้กล่าวเนื้อหาที่ข้าพเจ้าจะถาม แต่ก่อนที่จะได้รับคำตอบ ข้าพเจ้าต้องการถามพระองค์ท่าน เกี่ยวกับคำสอนจริยธรรมทางโลกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา ที่จะให้มีการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย  พระองค์ท่านได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนกับใคร และมีสถาบันการศึกษาและการเงินแห่งใดที่ให้การสนับสนุนถึงเรื่องนี้

ในอินเดีย มีมหาวิทยาลัยบางเเห่งในกรุงเดลลีที่ให้การช่วยเหลือด้านนี้ เราได้ทำหลักสูตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหมือนที่อาตมาได้พูดมาก่อน และตอนนี้เรามีสถาบันจิตและชีวิต และที่อเมริกาก็มีสถาบันการศึกษาเช่น มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน มหาวิทยาลัยเอมอรรี่ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ได้ดำเนินการการศึกษาด้านจริยธรรมทางโลกนี้ และยังมีที่อื่นๆที่ดำเนินการการศึกษาจริยธรรมทางโลกนี้ไปแล้ว และสถาบันเรายังได้ขยายไปที่ยุโรป ในเร็วๆนี้เราจะมีการก่อตั้งสถาบันที่กรุงเดลลีหรือที่ใกล้ๆกรุงเดลลีอีกด้วย เราได้ทำการศึกษาถึงเรื่องนี้กันมาแล้ว เมื่อหลักสูตรเสร็จ เราก็ทำการฝึกครูที่จะมาสอน และอื่นๆก็จะตามมา นับว่าเป็นโครงการที่คุ้มค่า 

สมเด็จค่ะ ข้าพเจ้ารักโลกใบนี้และรักทุกอย่างที่ก่อให้เกิดโลกนี้ พืช สัตว์รวมทั้งมนุษย์ที่แสนวิเศษ แต่มนุษย์เองเป็นตัวการทำลายโลกใบนี้เสียเอง ตัวอย่างง่ายๆคือ การซื้อขวดพลาสติก และตัวอย่างการทำลายโลกที่แสนสาหัสมากกว่านี้ คือการทำลายป่า ข้าพเจ้ารู้ว่าตนเองต้องอดทนเมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อข้าพเจ้า เห็นชีวิตอื่นที่กำลังจะตายและทุกข์ทรมาณ ข้าพเจ้าโกรธมากและต้องการจะต่อสู้ คำถามของข้าพเจ้ามีอยู่ว่า ความโกรธที่ดีมีประโยชน์ไหม แล้วข้าพเจ้าจะต่อสู้เพราะมีความรักได้ไหม แต่ความโกรธที่เกิดจากความเกลียดนั้นแตกต่างกันมาก

อาตมาเคยกล่าวไว้แต่ต้นว่าความโกรธสัมพันธ์กับแรงจูงใจ ความโกรธที่เกิดจากความเป็นห่วงผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเป็นเรื่องหนึ่ง  ส่วนความโกรธที่เกิดจากความเกลียดไม่เหมือนกัน

สมเด็จค่ะ/ครับ ท่านได้พูดถึงคนหกพันล้านคนที่มีความศรัธราและมีศาสนา ในขณะที่คนอีกหนึ่งพันล้านคนไม่มีศาสนา ข้าพเจ้าประทับใจที่ว่าคนหนึ่งในสามของจำนวนประชากรโลกทั้งหมดนี้ไม่พึงพอใจศาสนาที่เป็นสถาบันตามจารีตนิยม แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนไม่มีศาสนาแต่อย่างใด คนเหล่านี้กำลังมองหาจิตวิญญาณที่อยู่เหนือศาสนาในรูปสถาบัน พระองค์ท่านจะมีคำแนะนำอะไรกับคนเหล่านี้บ้าง 

หลายปีที่ผ่านมาที่กรุงสตอกโฮล์ม อาตมาได้พบคนกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่ง พวกเขาไม่ชอบศาสนาในรูปแบบจารีตประเพณีนิยม แต่ก็กำลังแสวงหาศาสนาในรูปแบบใหม่ เป็นความจริงที่มีบุคคลเหล่านี้อยู่ แต่โดยส่วนตัวแล้วอาตมาคิดว่า สิ่งที่เรียกว่า “ยุคใหม่” อันนี้นิด อันนั้นหน่อย เแล้วนำมาผสมกันกลายเป็นศาสนาลูกผสมซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย! 

อาตมาคิดว่าการไม่หลงใหลในวัตถุเป็นสิ่งดี และพยายามแสวงหาคุณค่าที่ลึกซึ้งกว่า การที่เราสามารถวิเคราะห์ชีวิตตนเอง และแลเห็นว่าความสุขไม่ได้มาจากความพึงพอใจทางประสาทสัมผัส เหมือนกับว่าเมื่อดนตรีเล่นเราพึงพอใจ แต่พอดนตรีหยุดเล่น เรากลับไม่มีความสุขอีกต่อไป แต่ระดับจิตใจ อันได้แก่ความรู้สึกแรงกล้าในความศรัทธาและความรักความเมตตา เป็นความสุขที่ยั่งยืนกว่า 

ในความคิดเห็นของพระองค์ อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์  

อาตมาบอกกับผู้คนเสมอว่าจุดหมายของชีวิตคือการมีความสุขในชีวิต แต่การเข้าถึงความสุขและความร่าเริงของชีวิตไม่ควรขึ้นอยู่กับอายตนะสัมผัส หรือประสบการณ์ภายนอก แต่ควรมาจากจิตใจ ปกติอาตมาจะบอกเสมอว่าเราต้องให้ความสำคัญกับคุณค่าภายใน อาตมาขอบคุณทุกท่าน

Top