พุทธวิธีในการจัดการดูแลชีวิต

ในเย็นวันนี้เราจะมาสนทนาพูดคุยกันถึงเรื่องการนำเอาวิธีการพุทธศาสนาเข้ามาช่วยเหลือเราในชีวิตประจำวัน เมื่อพูดถึงพุทธวิธีหรือคำสั่งสอนของพุทธศาสนา ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ธรรม” ถ้าดูความหมายของคำ  “ธรรม” มีความหมายว่า “สิ่งที่ยึดเราเอาไว้” ธรรมคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราเอาไว้ หรือปกป้องคุ้มครองเราจากทุกข์และปัญหาทั้งปวง  

พระอริยสัจ 4 

คำสอนแรกที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาสั่งสอนเรียกว่า “พระอริยสัจ 4” มีความหมายว่าข้อเท็จจริง 4 ประการที่พระอริยเจ้าหรือบุคคลที่เข้าใจความจริงเข้าใจว่าข้อเท็จจริงทั้งสี่นี้ถูกต้องเป็นจริง ความจริง 4 ข้อมีดังต่อไปนี้  

  • ปัญหาที่แท้จริงที่เราทุกคนประสบ
  • สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา 
  • การดับทุกข์ ปัญหาได้รับการแก้ไขขจัดจนหมดสิ้น ปัญหาไม่มีอยู่อีกต่อไป 
  • มรรคหรือหนทางในการกำจัดทุกข์ทั้งปวง หนทางนั้นได้แก่การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีการกระทำที่ถูกต้องทำให้ปัญหาทั้งหลายจบสิ้นลง

ปัญหาที่แท้จริง  

พุทธศาสนาพูดถึงปัญหาอย่างมากรวมทั้งวิธีการแก้ไขปัญหานั้น คำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าเพื่อเอาชนะปัญหาในชีวิต แนวทางพุทธศาสนาสมเหตุสมผลและนำมาใช้ได้จริง พูดถึงว่าปัญหาที่เรามีคืออะไร สาเหตุของปัญหานั้นคืออะไร ดังนั้นเราต้องมองเข้าไปข้างในภายในตนอย่างซื่อตรงและละเอียดลึกซึ้งให้มากว่าความยุ่งยากที่เราเผชิญอยู่นั้นคืออะไร เราหลายคนเห็นว่าขั้นตอนมันไม่ง่ายเอาเลย อันที่จริงแล้วมันค่อนข้างเจ็บปวดเสียด้วยซํ้าเมื่อต้องพิจารณามองเห็นว่าความยุ่งยากนั้นคืออะไร มีหลายคนที่ปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตนเองมีปัญหา เช่นว่าปัญหาในชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่น แต่อย่างไรก็ดีคนทั้งสองก็ไม่มีความสุขในชีวิตคู่ เราไม่ควรละเลยหรือเพียงทิ้งปัญหาว่า “ฉันไม่มีความสุข” ไว้เพียงเท่านั้น เราต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้นว่าปัญหาที่แท้จริงมันคืออะไร

สาเหตุของปัญหา 

ลำดับต่อไปเราต้องพิจารณาดูเพื่อค้นหาให้พบถึงสาเหตุของปัญหา ปัญหาไม่ได้มีอยู่โดยตัวของมันเองหรือเกิดขึ้นเองแบบไม่มีสาเหตุ แต่มันเกิดจากสาเหตุ และแน่นอนว่ามีองค์ประกอบหลายข้อที่เกี่ยวข้องที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ตัวอย่างเช่น เมื่อชีวิตคู่เกิดความขัดแย้ง อาจจะมีปัจจัยอื่นภายนอกร่วมด้วย เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เงินไม่พอใช้ ปัญหาของลูกๆหรือญาติพี่น้อง มีเหตุการณ์ต่างๆมากมายที่ก่อเกิดปัญหา แต่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าเราต้องมองให้ลึกลงไป ขุดให้ลึกลงไปมากกว่านั้นเพื่อค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาว่าคืออะไร และสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานั้นคือ ความสับสนไม่รู้ถึงความจริง 

เราไม่มีความสุข เราเจ็บปวดทุกข์ทรมาณ และแน่นอนว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะสาเหตุบางประการ ตัวอย่างเช่น เราทำหรือประพฤติบางอย่างในทางที่ชีวิตเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายด้วยความโกรธแค้น ไม่มีใครจะมีความสุขได้ถ้ายังคงมีความโกรธเคือง ใช่ไหมครับ ดังนั้นเราต้องพิจารณาเห็นว่าความโกรธในที่นี้ที่ทำให้เราขาดความสุข และเราควรกำจัดความโกรธนั้นเสีย

ปัญหาที่ทำให้เราไม่มีความสุขอาจเป็นเรื่องความเครียดวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา จิตที่วิตกกังวลเป็นสภาพจิตที่ไม่มีความสุขเอาเลย คนที่วิตกกังวลหาความสุขไม่ได้ ใช่ไหมครับ พระอาจารย์ศานติเทวา พระภิกษุชาวอินเดียรูปหนึ่งที่สำคัญกล่าวว่าถ้าท่านอยู่ในสถานการณ์ที่ยุ่งยากแต่ท่านสามารถทำหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงความยุ่งยากนั้นได้ ทำไมจะต้องวิตกกังวลไปกับมันด้วย ก็เพียงแต่แก้ไขเปลี่ยนแปลงมันไปก็เท่านั้นเอง ความวิตกกังวลไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ทำไมต้องไปกังวล มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ดังนั้นเราเกิดความสับสนถึงเรื่องความวิตกกังวลที่ไม่มีประโยชน์อันใด แล้วใยต้องไปกังวลอีกเล่า ประเด็นคือว่าการวิตกกังวลไม่ก่อเกิดประโยชน์ใดๆ 

แต่เราก็มีปัญหาอีกระดับหนึ่ง คือปัญหาที่เราไม่เคยจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจสิ่งต่างๆเอาเลย เรามีความสุข แต่ความจริงคือว่าความสุขนั้นไม่จีรังยั่งยืน อยู่ได้ไม่นาน แต่เราต้องการมันมากขึ้นๆ ไม่เคยพอใจเสียที เมื่อกินอาหารที่อร่อยและโปรดปรานครั้งหนึ่ง ก็ยังไม่พอใจอีก เราอยากจะกินอยู่เรื่อยๆ และถ้ากินมากเกินไปในมื้อนั้น ความสุขที่ได้รับตอนแรกจากการกินอาหารก็กลับกลายเป็นความทุกข์เพราะปวดท้อง ดังนั้นเราเกิดความสับสนบางอย่างถึงความสุข แทนที่จะมีความสุขสนุกสนานกับมันพร้อมตระหนักรู้ว่าความสุขสนุกสนานนั้นมันอยู่ได้ไม่นานและไม่มีวันจะสุขได้เต็มที่ เรากลับยึดมั่นในความสุขนั้นเอาไว้ และเมื่อเราสูญเสียมันไป เราก็ทุกข์ระทม

มันเหมือนกับการใช้เวลาอยู่กับเพื่อนรัก และเพื่อนก็จากเราไป แน่นอนครับว่าเพื่อนที่เรารักต้องจากเราไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้นแล้วเราควรใช้เวลาให้มีความสุขกับเพื่อนรักของเรา มีอุปมาอุปมัยที่เรานำมาใช้คือ เมื่อมีคนดีๆที่เรารักอย่างมากเข้ามาในชีวิต มันก็เหมือนกับนกป่าแสนสวยที่บินมาเกาะอยู่ที่หน้าต่างให้เราได้ชื่นชมเกิดความสุขเพลิดเพลินใจในความงดงามของนกป่าแสนสวยตัวนั้น แต่หลังจากที่นกป่าได้บินจากเราไปนั้น แน่นอนครับว่านกมันอิสระ และถ้าหากเราเป็นคนที่มีความอ่อนโยนต่อสัตว์อย่างมาก นกป่าแสนสวยก็จะบินกลับมาหาเราอีก แต่ถ้าเราไปจับและขังมันไว้ในกรง นกมันก็ไม่มีความสุขและอาจตายได้ ฉันใดก็ฉันนั้นเมื่อมีคนเข้ามาในชีวิตเราเหมือนกับนกป่าแสนสวยที่บินมาเกาะที่หน้าต่าง หนทางที่ดีที่สุดคือมีความสุขรื่นรมย์เมื่อได้อยู่กับเพื่อนรักด้วยกัน เมื่อเพื่อนจากไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดหรือยาวนานเท่าใด มันก็จะต้องเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง ถ้าเราทำใจให้สงบผ่อนคลายความกังวลใดๆได้ และไม่ได้เรียกร้องอะไรใดๆ เช่นว่า “อย่าทอดทิ้งฉันไปนะ ฉันอยู่ไม่ได้หากไม่มีคุณ” อะไรทำนองนั้น พวกเขาก็จะกลับมาหาเราเอง หาไม่แล้ว การไปยึดเหนี่ยวรั้งเขาไว้ หรือเรียกร้องสิ่งต่างๆนาๆมีแต่จะขับไล่ไสส่งเขาออกไปจากเรา 

เมื่อเรารู้สึกสับสนถึงความเป็นธรรมดาของธรรมชาติของความสุขสนุกสนานแบบโลกิยะ แน่นอนครับว่ามักจะเกิดปัญหาขึ้นมา เราไม่อาจมีความสุขอย่างที่เราควรจะมีได้เพราะความรู้สึกวิตกกังวลและความกลัวว่าจะสูญเสียความสุขนั้นไป เราเหมือนกับสุนัขที่ห่วงอาหารในชาม ในขณะที่กินอาหารอยู่นั้น ก็ยังต้องมองไปรอบๆข้างพร้อมขู่คำรามเพื่อกันไม่ให้ตัวอื่นเข้ามาแย่งอาหารไป บางครั้งเราก็เหมือนแบบนั้นเลย ใช่ไหมครับ แทนที่จะมีความสุขในสิ่งที่มีและยอมรับได้ในยามที่ความสุขนั้นหมดไป มันก็จบกันไป ปัญหาก็จะไม่เกิด แต่แน่นอนครับว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด บางทีแล้วมันไม่ง่ายเอาเลย แต่ต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเคยชินกับหนทางของชีวิตที่ต่างไปจากเดิม 

การขจัดปัญหาอย่างแท้จริง 

พระพุทธเจ้าตรัสว่าปัญหาชีวิตยุติลงได้ตลอดกาล วิธีการคือการกำจัดสาเหตุของปัญหา ถือว่าเป็นวิธีการที่มีเหตุผลมากๆและเป็นไปตามหลักเหตุและผล เมื่อเชื้อเพลิงมอดลง ไฟก็ไม่มี พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าปัญหาสามารถกำจัดดับลงได้หมดสิ้นซากไม่หวลกลับคืนมาอีกต่อไป 

เราไม่ต้องการความสุขความพอใจกับเสรีภาพที่ได้มาเพียงชั่วครู่ชั่วคราว ใช่หรือเปล่าครับ มันเหมือนกับการนอนหลับ ช่วงหลับไป ปัญหาความสัมพันธ์ที่ยุ่งยากนั้นไม่มี แต่นั่นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา ปัญหานั้นก็ยังคงมีอยู่ เหมือนกับว่าไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในช่วงวันหยุดพักผ่อน แต่ก็ต้องกลับมาบ้านวันยังคํ่า เมื่อกลับบ้านแล้วปัญหานั้นก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นวันหยุดพักผ่อนก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดหรือทางออกในระยะยาว 

แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสสอนให้หยุดพูดแล้วจำยอมรับปัญหาเหล่านั้นไว้อยู่กับตัว เพราะวิธีแบบนั้นไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ดี ใช่ไหมครับ เพราะว่าเราอาจจะรู้สึกหมดหวังท้อแท้ใจ เราเกิดความรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้เลย จึงยอมแพ้และขาดความมานะพยายาม การเอาชนะปัญหาสำคัญมาก แม้ว่ายังไม่เกิดความก้าวหน้าสักเท่าใด แต่อย่างน้อยเรารู้สึกว่าได้พยายามแล้ว 

วิธีการยุติปัญหา 

แต่ถ้าเราต้องการให้ปัญหาจบลงอย่างแท้จริง ก็มาถึงความจริงในข้อที่ 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเทศนาสั่งสอน โดยที่เราจำต้องปฏิบัติตามแนวทางและมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อกำจัดต้นตอสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง คือความสับสน การเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอถ้าหากว่าเรายังไม่สามารถจดจำมันได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราจำต้องพัฒนาเรื่องสมาธิ แต่การที่สมาธิจะสามารถที่จะจดจำและอยู่จรดกับสัมมาทิฏฐินั้นได้ตลอดเวลานั้น เราต้องพัฒนาบ่มเพาะสมาธิให้จดจำและจดจ่อกับสัมมาทิฏฐินั้น เราต้องพัฒนาบ่มเพาะเรื่องศีลหรือหลักการการควบคุมตน ดังนั้นวิธีการพุทธศาสนาโดยทั่วไปที่ใช้เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดไม่ให้เกิดได้แก่หลักปฏิบัติในศีลวินัย สมาธิและความเข้าใจที่ถูกต้อง (บางครั้งเรียกว่าปัญญา)

นอกจากนี้ สาเหตุหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวส่วนใหญ่เกิดจากความสับสนถึงเรื่องความจริง เพราะเราเองดูเหมือนจะคิดว่าตนเองเป็นคนเดียวในโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าเราจะรับรู้ว่ามีคนอื่นดำรงอยู่ แต่เป็นที่แน่ชัดว่าเราคือคนที่สำคัญที่สุดในจักรวาล เป็นศูนย์กลางในจักรวาล เพราะว่าความหลงผิดทางความคิด เราจึงคิดว่า “ทุกอย่างต้องเป็นของฉัน ฉันต้องได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ และถ้าเราไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการอยากได้แล้ว เราก็ไม่มีความสุข” 

แต่นั่นเป็นความสับสนถึงเรื่องความจริงเพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนที่พิเศษสำคัญแต่ประการใด เราทั้งหมดเหมือนกันในแง่ที่คนทุกคนต่างต้องการความสุข ไม่มีใครไม่ต้องการความสุข ทุกคนอยากได้ในสิ่งที่ต้องการและไม่มีใครคนไหนไม่อยากได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการ และพวกเราก็ต้องมาอยู่ร่วมกัน เราควรจะมีความรักความเมตตาและความเกรงอกเกรงใจกันให้แก่กันเสียดีกว่า และทำประโยชน์สุขเพื่อเอาชนะปัญหาหรือป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น เหมือนกับว่าเราต้องการให้คนอื่นช่วยเรา ฉันใดก็ฉันนั้นพวกเขาก็ต้องการความช่วยเหลือจากเราเช่นเดียวกัน 

การจัดการดูแลกับอารมณ์ที่มากระทบรบกวน 

แน่นอนครับว่าเรายังไม่ได้เป็นนักบุญหรือพระโพธิสัตว์กันทุกคน นั่นคือความจริง ทุกคนยังคงสับสนไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง เพราะความสับสน เราจึงทำภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ที่มารบกวน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อข้าพเจ้าคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและเป็นคนสำคัญที่สุด หลังจากนั้นความรู้สึกที่ตามมาคือเกิดความไม่มั่นคงตามมา ใช่ไหมครับ เมื่อเกิดความสับสน ก็เริ่มเกิดความไม่มั่งคงตามมาและคิดว่า “ฉันควรเป็นคนที่สำคัญที่สุด แต่คนไม่ปฏิบัติต่อฉันตามนั้น” นั่นคือความไม่มั่นคงปลอดภัย 

วิธีการใดที่ควรนำมาใช้เมื่อเราเกิดความไม่มั่นคงขึ้นมา วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เรารู้สึกเกิดความมั่นคงขึ้นมา คือ เชื่อว่า “ถ้าฉันได้ครอบครองหรือมีวัตถุสิ่งของมากพออย่างที่ต้องการ ก็จะช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยขึ้นมา ถ้ามีเงินมากพอหรือมีคนให้ความสนใจมากพอ เช่น ความรักที่พอ หรืออะไรก็ตามที่ให้เกิดความสุข” แต่เราก็จะเห็นว่าธรรมชาติของความสุขนั้นก็คือเราไม่เคยพอสักที เราไม่เคยพึงพอใจและต้องการมากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น 

ลองไปคิดพิจารณาดูนะครับ มันมีเหตุผลนะครับ พวกเราอยากให้คนที่เรารักพูดว่า “ฉันรักเธอ” เพียงแค่ครั้งเดียวอย่างนั้นรึ ถ้าคนรักของเราพูดเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดกับเราซ้ำซากอีกอย่างนั้นหรือเปล่า เราไม่เคยมั่นคงเอาเลย เราอยากจะได้ยินได้ฟังแบบนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยไปถึงจุดที่เราจะพูดว่า “ พอเเล้ว ไม่ต้องพูดว่ารักอีกต่อไปแล้ว ฉันรู้แล้ว” ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงความโลภ มันไม่ใช่โลภอยากได้ในเรื่องวัตถุสิ่งของหรือเงินทอง แต่เราโลภอยากได้ความรัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราโลภอยากได้ความสนใจ เราคงเห็นได้ในเด็กเล็ก ดังนั้นนั่นคือกลไกการทำงานปกป้องตนเองของเรา คิดและเข้าใจเอาว่าถ้าได้ครอบครองมีวัตถุเพียงพอรอบตัว ก็จะสบายใจหายกังวล เกิดความรู้สึกมั่นอกมั่นใจ แต่มันไม่เป็นไปตามนั้น 

กลไกปกป้องตนเองต่อมาคือความโกรธและความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ “ถ้าเราได้กำจัดสิ่งบางสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันเข้ามาคุกคามเป็นภัยในชีวิต เราจะรู้สึกถึงความมั่นคงปลอดภัย ” แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยเอาเลย เรารู้สึกว่าตนเองถูกคุกคามอยู่บ่อยๆ เเละเราตั้งป้อมปกป้องตนเองอยู่เสมอหากมีใครมาทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ เราจะรู้สึกโกรธและขับไล่คนพวกนั้นออกไป บางครั้งนั่นเป็นการทำลายตนเองอย่างมาก ข้าพเจ้าคิดถึงตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกเอาว่าคนอื่นไม่สนใจเราพอ ไม่ให้เวลาแก่เรามาก ดังนั้นเราจึงตะโกนว่าเขาไป “เธอควรใส่ใจต่อฉัน! ใช้เวลากับฉันให้มากกว่านี้!” และอะไรต่อมิอะไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไร โดยปกติแล้วมันยิ่งไปกันใหญ่ หรือเขาอาจจะให้ความช่วยเหลืออย่างมากและอยู่กับเราสักครู่หนึ่ง แต่ท่านก็รู้สึกได้ว่าพวกเขาอึดอัดไม่สบายใจเอาเลย เราคิดไปได้อย่างไรว่าเมื่อโกรธใครแล้วจะทำให้พวกเขาชอบเรามากยิ่งขึ้นได้อย่างนั้นหรือ เป็นเรื่องตลกสิ้นดี กลไกป้องกันตนเองมากมายเหล่านี้ที่เราใช้เพื่อหวังว่าจะช่วยให้เราเกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย เอาเข้าจริงๆแล้วกลับทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม 

อีกกลไกหนึ่งที่เราใช้คือการสร้างกำแพงขึ้นมา เกิดขึ้นจากเราไม่ประสีประสา เราไม่รู้ คิดเอาว่าถ้าเราไม่แก้ไขจัดการกับปัญหา ปัญหานั้นไม่มีหรือว่าปัญหานั้นจะหายไปเอง “ฉันไม่อยากจะได้ยินได้ฟังปัญหานั้น” ทัศนคติทำนองนี้ ท่านได้สร้างกำแพงขึ้นมา แต่ความไม่รู้เรื่องไม่ประสีประสาของเรานั้นแน่นอนครับว่ามันใช้ไม่ได้ ปัญหายังคงมีอยู่ ไม่หายไปไหนแม้ว่าเราจะไม่สนใจมันหรือไม่รับรู้ว่ามีปัญหาอยู่ 

ดังนั้นเพราะอารมณ์ที่เข้ามากระทบรบกวนใจให้ขุ่นมัว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเราทำสิ่งที่เลวร้ายเกิดโทษภัย เราตะโกนด่าทอ หรือแม้แต่ทำร้ายร่างกายผู้อื่นด้วยการทุบตี ถ้าเรารู้สึกว่า  “ฉันช่างแย่จังเลย หมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย” ท่านอาจไปลักขโมยข้าวของผู้อื่น คิดและเข้าใจไปเองว่าการขโมยลักทรัพย์ผู้อื่นจะช่วยได้ หรือมีอีกหนึ่งตัวอย่างที่ข้าพเจ้าคิดได้ในคราวที่อยู่ที่อินเดียเมื่อหลายปีก่อน อินเดียเป็นดินแดนที่มีแมลงต่างๆอยู่มากมาย มีแมลงหลายประเภท หลายพันธุ์ หลายชนิดเท่าที่ท่านจะรู้ได้ และการที่จะฆ่าแมลงเหล่านั้นให้หมดทำไม่ได้ เราไม่มีวันเอาชนะมันได้ มีหนทางเดียวเท่านั้นคือเรียนรู้หาทางอยู่ร่วมกับแมลงเหล่านั้นเสีย ถ้าท่านไม่ชอบเอาเลยที่มีแมลงต่างๆหลายประเภทอยู่ในห้อง ก็ให้กางมุงนอน มุ้งลวดหรือมุ้งนอนช่วยป้องกันท่านได้ดี นี่คือทางออกของการแก้ปัญหาโดยสันติ วิธีนี้จะดีกว่าที่จะออกไล่ตียุงให้หมดไปในห้อง แล้วท่านก็จะไม่ได้หลับไม่ได้นอน เสียเวลาดึกๆดื่นๆทั้งคืนเพื่อตียุงให้ตาย หากใต้ประตูมีช่องหรือว่าหน้าต่างปิดไม่สนิท ยุงก็จะบินเข้ามาในห้องอีกมาก แล้วแรงกระตุ้นจากพฤติกรรมที่หยุดไม่ได้ก็เกิดขึ้น “ฉันต้องฆ่าตียุงเหล่านี้ให้หมดไปให้หมด!” 

มีความประพฤติที่เลวร้ายเป็นโทษภัยอื่นๆอีกมาก การโกหก การใช้ถ้อยคำรุนแรงประทุษร้าย การมีชู้นอกใจ การข่มขืนกระทำชำเรา ความประพฤติและการกระทำเหล่านี้มีอยู่ และเมื่อเราทำในสิ่งเลวร้ายเป็นโทษภัยส่งผลให้เราเกิดความทุกข์ ไม่ใช่เฉพาะไม่มีความสุขกับผู้อื่น แม้แต่เราก็หาความสุขกับตนเองไม่ได้ ถ้าท่านคิดได้แบบนั้น พุทธศาสนาสอนอย่างมากถึงเรืองการฆ่าหรือการพรากชีวิตผู้อื่น ใช่ไหมครับ ตอนนี้ ประเด็นก็คือว่าถ้าท่านฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่ชอบจนกลายเป็นนิสัย เช่นตัวอย่างฆ่ายุง นั้นเป็นการสนองตอบโดยทันควันใช่ไหมครับ มันไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการฆ่า ถ้ามีสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็จะสวนกลับเอาเป็นเอาตายโดยใช้วิธีการความรุนแรง อาจจะเป็นทางคำพูด การการกระทำทางกาย หรือเป็นเรื่องทางอารมณ์ แทนที่จะเรียนรู้ที่จะจัดการมันด้วยใจที่สงบสันติ  แน่นอนครับว่า บางครั้งแล้ว ท่านอาจจะต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเช่นมีแมลงมากินพืชผักที่ปลูกเอาไว้ แมลงเหล่านั้นอาจมีเชื้อโรค พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่งมงายบ้าคลั่ง แต่ท่านเองก็ไม่ควรจะทำตัวไร้เดียงสา ก็ขอให้ทำการใดๆโดยปราศจากซึ่งความโกรธและความเกลียดชัง “ฉันเกลียดยุงเหล่านี้ที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย!” และท่านควรรู้ถึงผลเสียหายที่จะตามมาอย่างเช่นตัวอย่างง่ายๆ เราฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืชเหล่านี้ในพืชผักผลไม้ที่ปลูกเอาไว้ เราก็จะกินมันเข้าไปด้วยนะสิครับ แล้วก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา นี่คือผลเสีย ประเด็นคือ กลับเข้ามาที่จุดเริ่มต้น คือวิธีการของเรา ได้แก่ ศีล สมาธิและความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องที่เกิดจากความรักและความเมตตากรุณา

หลักจริยธรรมพุทธศาสนาเรื่องศีล คือ การควบคุมความประพฤติทางกาย

เราจะนำเอาวิธีการป้องกันมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในชีวิตได้อย่างไร ข้อแรก คือ การมีศีลควบคุมความประพฤติทางกาย ได้แก่การหลีกเลี่ยงการทำสิ่งเลวร้ายสิ่งผิดที่ให้เกิดโทษภัยแก่ตนเอง การทำสิ่งผิดคือการกระทำภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ที่ถูกกระทบรบกวนจากความโกรธ ความโลภ การยึดมั่นถือมั่น ความอิจฉาริษยา ความไม่รู้ ความหยิ่งจองหอง นั่นหมายถึงว่าเรารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังทำสิ่งที่ผิดที่เป็นโทษภัย เราตัดสินใจอย่างแจ่มชัดแล้วว่า “ไม่เอาแล้ว เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว” 

เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกอยากจะตะโกนด่าว่าใส่ท่านเพราะท่านทำผิดพลาด ข้าพเจ้ารู้ว่าการตะโกนแบบนั้นทำให้เหตุการณ์กลับแย่ลง ข้าพเจ้าอาจบอกท่านถึงข้อผิดพลาดนั้นหรือจัดการสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่การตะโกนด่าว่ายิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายลงไปอีก ใช่หรือเปล่าครับ โดยเฉพาะใช้คำหยาบคายเรียกท่านหรือสบถสาปแช่งใส่ท่าน ยิ่งไม่ช่วยให้เหตุการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นหลักจริยธรรมข้อศีลหรือการควบคุมตนจึงเป็นเรื่องที่สังเกตเห็นได้ไวก่อนที่จะลงมือทำอะไรลงไปเพราะแรงกระตุ้นที่กลายเป็นนิสัยที่เลวร้าย  มีแรงกระตุ้นให้อยากทำสิ่งนั้นแต่เราแลเห็นเสียก่อน “เมื่อทำลงไปแล้วไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น” เเละเราสามารถหยุดยับยั้งตนเองจากการกระทำที่เกิดจากแรงกระตุ้นจนกลายเป็นนิสัยนั้น 

ตอนนี้ เราจะไม่พูดว่าให้ท่านเก็บกดความโกรธเอาไว้ภายใน เพราะมีแต่จะกัดกร่อนตัวเราข้างใน และเราได้แต่เก็บเอาไว้ข้างในจนกระทั่งมันระเบิดออกมา นั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ยิ่งถ้าจัดการกับมันไม่ได้แล้วและมีแต่จะเพิ่มระอุภายในมากขึ้นๆ เราไม่ควรปลดปล่อยอารมณ์นั้นใส่คนอื่น แต่การชกกำแพงเพื่อระบายความโกรธ ท่านก็จะเจ็บมือเสียเปล่า นั่นเป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดเอาเลย ท่านลองปลดปล่อยมันด้วยแนวทางอื่นสิครับ ใช่ไหมครับ อาจจะชกหมอนหรือไม่ก็ระบายอารมณ์โดยถูพื้นทำความสะอาดบ้านช่อง วิธีที่เฉลียวฉลาดนี้แม่เราทำมาในการจัดการกับความโกรธและความไม่พอใจ หรือไปลงกับงานบ้าน ทำงานบ้านอย่างขยันขันแข็ง หรือไม่ก็ออกไปวิ่งระยะทางไกล หรือไม่ก็โหมออกกำลังกายในโรงยิมเพื่อคลายความโกรธ

สติและสมาธิ 

ถ้าเราเริ่มจะเคยชินกับความประพฤติที่มีศีลคอยกำกับควบคุม โดยมีสติและสมาธิประกอบ เราก็จะละเว้นจากการทำที่จะเป็นโทษภัยเมื่อเกิดความรู้สึกอยากทำ วิธีการที่เรานำมาใช้ช่วยในที่นี้เรียกว่า "วิปัสสนา" หรือการพิจารณามองเห็นอย่างแยบคลาย รู้แจ้งแยกแยะเห็นว่าอะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าเรายังคงรักษาใจของเราให้สงบได้และไม่เก็บกดความโกรธเอาไว้ภายใน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเราบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า “สติ” ซึ่งมีความหมายว่า "การระลึกรู้" มันเหมือนกับเป็นกาวยางทางจิตใจเพื่อยึดมั่นในศีลหรือวินัยว่าจะทำอะไรดี จะดำรงชีวิตอย่างไรดี จะประพฤติตัวอย่างไรในชีวิตนี้ดี ยึดกาวใจเอาไว้ไม่ให้ลืม นั่นคือสติคือการระลึกรู้ คำๆเดียวที่มีความหมายอย่างเดียวกันคือ "การระลึกตัวทั่วพร้อม" 

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องพยายามทำคือการตื่นรู้ตัวให้มากกว่านี้ คำว่า “พระพุทธเจ้า” ความหมายของคำหมายถึง “ผู้รู้ ผู้ตื่น” เราพยายามรู้ตัวว่าตอนนี้อารมณ์เราเป็นอย่างไร แรงกระตุ้นอะไรที่เข้ามาทางใจและทำให้เราต้องทำไปแบบนี้แบบนั้น และเราพยายามไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น และเลือกกระทำด้วยการกระทำที่เปี่ยมรู้ด้วยความเข้าใจ ถ้าหากอารมณ์เราไม่ดี ก็แก้ไขอารมณ์เสียใหม่ เราแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ 

บางครั้งแล้วการแก้ไขเมื่อยามอารมณ์เสียทำได้ง่ายๆ วิธีการหนึ่งที่ง่ายที่สุด คือ “วิธีการที่เรียกว่าเอาลูกที่กำลังงอแงเข้านอน” เราก็เหมือนกับเด็กเล็กๆที่ง่วงนอนเพราะอยู่ดึกยังไม่ยอมเข้านอนเสียที เลยเกิดอาการงอแง “อาว อาว อาว” ร้องไห้งอแงตลอด บ่อยครั้งที่เราอารมณ์เสีย เราก็มักจะทำตัวเป็นแบบนั้น ดังนั้นเข้านอนเสียดีกว่า หลับไปสักงีบ เมื่อตื่นขึ้นมาอาจจะดีขึ้นกว่าเดิม 

หรือว่าถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับใครเขา และมาถึงจุดเดือด ท่านคงจะรู้ดีว่าสถานการณ์ที่คนอื่นไม่ฟังท่านอีกต่อไป และจริงๆแล้วท่านเองก็ไม่ฟังพวกเขาเช่นเดียวกัน จะดีกว่าถ้าเลิกสนทนากัน  “เราจะกลับมาคุยกันทีหลังเมื่อเราทั้งสองสงบลง” ออกไปเดินเล่นหรือทำอย่างอื่นเพื่อให้ใจสงบลง 

วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการที่ง่ายมาก จริงๆแล้วพุทธศาสนาสอนวิธีการที่ละเอียดลึกซึ้งมากกว่านี้ แต่วิธีนี้เป็นวิธีเริ่มต้น เราต้องเริ่มจากการนำเอาวิธีการที่เราทำได้มาปรับประยุกต์ใช้ แต่ให้คงหลักการที่สำคัญเอาไว้คือดูสิว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไรและทำอะไรลงไปเพื่อเอาชนะปัญหานั้นเสีย อย่าเป็นเหยื่อของปัญหา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ให้ควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ได้ 

ตอนนี้ถ้าเราสามารถพัฒนาเรื่องการเจริญสติจนรู้และเข้าใจว่าพฤติกรรมหรือการกระทำแบบไหนมีคุณประโยชน์และแบบไหนที่มีโทษอันตราย ถ้าหากเราสามารถใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นได้และจดจำว่าจะต้องทำอย่างไรดีหรือจะแก้ไขอย่างไรดีเมื่อทำไม่ถูกต้อง ถ้าเราสามารถทำการเจริญสติรู้เท่าทันทั้งทางกาย ทางวาจาแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะพัฒนาบ่มเพาะความเข็มแข็งสู่ที่ใจซึ่งเป็นเรื่องของการคิด 

ดังนั้นเมื่อเราเริ่มมีความคิดของความวิตกกังวล หรือความคิดที่ว่า “ฉันนี้แย่จังเลย ไม่มีใครสักคนรักฉันเลย” อะไรต่างๆทำนองนี้ เรากลับพูดขึ้นว่า “มาเถอะ! ฉันไม่อยากที่จะมาคอยนั่งสงสารตัวเอง เครียดวิตกกังวล และอื่นๆ เพราะมีแต่จะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข” เราหันเหความสนใจกับสิ่งที่เป็นบวก มีสิ่งที่เป็นบวกมากกว่านี้ที่เราสามารถทำได้ทางกายและใจ มากกว่าไปนั่งคิดวิตกกังวล มีเรื่องต่างๆที่เป็นบวกมากมายที่เราควรคิดมากกว่าไปคิดถึงเรื่องแย่ๆ เช่น เรื่องที่เราไปวิตกกังวล ท่านอาจจะเห็นแล้วว่าสิ่งที่เราพยายามทำคือการพัฒนาเจริญสมาธิเพื่อดึงเอาสติความใส่ใจแน่วแน่กลับเข้ามาอย่างเดิมเมื่อสติหลุดไปหรือล่องลอยไปที่อื่น 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรากำลังพูดกับใครบางคนแต่ใจลอยไปที่อื่น ไม่จำเป็นต้องไปกังวลไป อาจใจลอยคิดเรื่องอื่นๆว่า “เมื่อไหร่จะหยุดพูดเสียที” หรือว่า “อาหารว่างนี้จะทานอะไรดี” อาจใจลอยคิดเรื่องอะไรก็ได้ แล้วเราก็เลิกให้ความใส่ใจสนใจคนอื่น หรืออาจคิดในใจ “สิ่งที่พวกเขาพูดมามันโง่เขลาจัง” เราดึงสติกลับมาใหม่และตั้งใจจดจ่อฟังเขาพูด 

ข้อนี้คือการนำเอาสติมาใช้ให้ได้ผลในทางปฏิบัติ แต่ต้องอาศัยความมีศีลหรือวินัยกำกับ เมื่อเราพัฒนาบ่มเพาะวินัยในตนขึ้นมาทั้งทางกายและวาจาแล้ว เมื่อท่านพัฒนาทักษะเหล่านี้ที่ช่วยดึงสติกลับคืนมาได้และพร้อมแก้ไขปรับปรุงเมื่อเกิดการเฉไฉ ท่านสามารถนำมาปรับใช้ได้ทุกเรื่องทุกสถานการณ์ ช่วยได้มากๆ เช่นท่านเกิดสติรู้ตัวทั่วพร้อมถึงท่านั่งและการประคองทรงตัวของร่างกาย ถ้าไหล่ของท่านยังตึง คอก็ตึง หรือยังส่วนอื่นๆอีก ถ้าท่านมีสติรู้ตัวสังเกตเห็นดังกล่าว ก็เพียงแต่ผ่อนไหล่ทั้งสองข้างลงและทำตัวให้ผ่อนคลายลง มันเป็นเรื่องของการใส่ใจ การจดจำและการทำบางสิ่ง หรือเมื่อท่านเกิดอาการตื่นเต้นมากจนเกินเหตุโดยที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาจพูดเสียงดังมากจนเกินไปและก้าวร้าว เมื่อท่านสังเกตเห็น ก็เพียงแต่ขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ท่านเพียงแต่สงบสติอารมณ์ ทำเหมือนกับผ่อนไหล่ทั้งสองข้างลง ทำแบบนั้นทั้งในระดับพลังงานและอารมณ์ 

นี่คือความลับทั้งหมดของการปฏิบัติธรรมในชีวิต ขอให้เพียงจดจำรำลึกรู้เอาไว้และมีศีลวินัยกำกับตนเอง แค่เพียงนำธรรมะมาปฏิบัติใช้ ทำไปไม่ใช่เพราะต้องการเป็นคนดีหรือเอาใจครูบาอาจารย์ ที่ทำไปเพราะต้องการหลีกหนีปัญหาความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นตามมา เพราะท่านรู้ดีว่าถ้าไม่ทำแล้ว ท่านจะประสบความทุกข์ร้อนยุ่งยาก มันไม่ใช่เรื่องสนุกเอาเลย ใช่ไหมครับ ดังนั้นเราจึงต้องมีศีลหรือวินัยควบคุมในทางจิตใจในเรื่องของสมาธิ การจัดการกับความรู้สึก แน่นอนครับว่าการจัดการกับความรู้สึกมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ค่อนข้างยากมาก แต่อย่างที่ผมกล่าวเอาไว้ เมื่อไหร่ที่ตื่นเต้นมากจนเกินไป ก็ให้ทำใจให้สงบนิ่งเสียก่อน 

สัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจที่ถูกต้อง

เมื่อท่านได้พัฒนาสมาธิที่เอามาใช้เป็นเครื่องมือแล้ว อย่างน้อยที่สุดในระดับหนึ่ง การที่จะมีสมาธิจดจ่อได้ยาวนานนั้นคือความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเกิดอะไรขึ้น เราสับสนกับความจริงทุกเรื่องว่าตัวเรา คนอื่น และโลกใบนี้มีอยู่ได้อย่างไร เราคิดไปตามใจที่ปรุงแต่งไปต่างๆนานาในสิ่งที่ไม่เป็นจริง ใช่ไหมครับ เราคิดปรุงแต่งไปว่า “ฉันไม่ใช่คนดี ฉันเป็นคนพ่ายแพ้” หรือเราอาจจะคิดเกินจริงไปว่า “ฉันเป็นคนที่เยี่ยมยอดจริงๆในโลกนี้” เราอาจจะคิดไปเองว่า “แย่จังไม่มีใครรักฉันเลย” แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์กันจริงๆว่าไม่มีใครสักคนรักเรา นั่นหมายถึงว่าแม่เราก็ไม่เคยรักเราเลย สุนัขของเราก็ไม่รักเราด้วย ไม่มีใครเลยที่รักเรา มันคงไม่เป็นจริงตามนั้นหรอก 

ดังนั้นการที่เราคิดคาดคะเนไปตามใจที่ปรุงแต่งที่ไม่จริงนับว่าเป็นเรื่องที่แย่มากๆ เราเชื่อว่าเรามาสายได้ หรือไม่ต้องมาตามนัด มันไม่เป็นอะไรหรอก “คุณไม่รู้สึกอะไรเลย” ใช่ไหมครับ และเราก็จะขาดความเกรงอกเกรงใจคนอื่น แต่ทุกคนเขามีความรู้สึกกันทุกคนรู้สึกเหมือนอย่างที่เรารู้สึก ไม่มีใครที่อยากจะถูกทอดทิ้งละเลยไม่ใส่ใจ ไม่มีใครทั้งนั้นที่ชอบว่าเมื่อนัดหมายแล้ว แต่ไม่โทรศัพท์มาหรือปรากฏตัวมาตามนัด ไม่มีใครชอบแบบนั้น ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือใช้สมาธิเพื่อตัดทำลายล้างความฟุ้งซ่านเหล่านี้และหยุดความคิดปรุงแต่งขยายความเกินจริงในสิ่งไร้สาระนี้เสีย ตัวอย่างเช่นพฤติกรรมเราที่ไม่เกรงอกเกรงใจใคร หยุดทำร้ายผู้อื่นเสียทีเพราะนั่นคือสาเหตุของปัญหาที่ละเอียดอ่อนที่สุด “ฉันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ฉันต้องควรได้ในสิ่งที่ต้องการ ฉันเป็นคนที่สำคัญที่สุด” ที่เห็นชัดคือการปรุงแต่งเพ้อฝัน ไม่มีใครที่สำคัญที่สุด แต่เมื่อเราเชื่อว่าสิ่งที่เราคิดปรุงแต่งเป็นจริงไปตามนั้น เราก็เป็นคนเห็นแก่ตัว ดังนั้นถ้าเราต้องการเอาชนะความเห็นแก่ตัว เราต้องตัดทำลายความฝันเฟื่องและเลิกปรุงแต่งเกินจริงนั้นเสีย ถึงแม้ว่าเราจะยังคงเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นคนเดียวในโลกใบนี้ (เพราะว่าเมื่อหลับตาลง มีเสียงพูดอยู่ในหัวเพียงคนเดียว ไม่เห็นมีคนอื่นเลย จึงคิดเข้าใจเอาเองว่าในจักรวาลใบนี้มีตนเองอยู่เพียงผู้เดียว) เราคงต้องระลึกจดจำไว้เสมอว่านี่เป็นมายาและพยายามอย่าไปหลงเชื่อมัน“มันไม่ใช่แบบนั้นถึงแม้ว่าดูเหมือนว่าจะใช่แบบนั้นก็ตาม” 

การที่เราเกิดปัญญาความรู้ความเข้าใจนี้ได้ตลอดเวลาเรียกว่ามรรคคือหยุดปัญหาความทุกข์ทั้งปวงได้สำเร็จ เมื่อเราเกิดสัมมาทิฏฐิตามนั้นตลอดเวลา ความสับสนก็ไม่มี และเมื่อปราศจากความสับสน ความโกรธ ความโลภและความยึดมั่นถือมั่นก็ไม่มี และเมื่อไม่มีอารมณ์เข้ามากระทบรบกวนให้ใจขุ่นมัว เราก็ไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษภัยอันตราย เมื่อไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี ปัญหาต่างๆก็ไม่เกิดทั้งกับตัวเราและผู้อื่น นี่คือแนวทางคำสอนพุทธศาสนาเบื้องต้นที่ช่วยเราจัดการปัญหาความยุ่งยากในชีวิต 

ถ้าเราต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีมีความสุขมากกว่านี้ เราจำต้องมองเห็นว่า

  • เราเป็นมนุษย์ ตัวท่านต่างก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน พวกเราทั้งหมดต่างก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน 
  • คนทุกคนมีทั้งจุดแข็งและจุดด้อย ฉันก็มีตามนั้น ตัวเธอก็เช่นเดียวกัน 
  • เจ้าชายเจ้าหญิงขี่ม้าขาวที่ทรงพระสิริโฉมงามไม่มีอยู่จริง

ท่านมีภาพฝันแบบนั้นไหมที่คอยมองหาคู่ครองที่สมบูรณ์แบบที่ขี่ม้าขาวปรากฏตัวมา นั่นมันเป็นเรื่องเทพนิยาย ไม่มีอยู่จริงแต่ฝันมันขึ้นมา เพราะเราไปเชื่อเทพนิยายตามนั้น จึงคิดเอาเองว่าตนเองเป็นเจ้าชายเจ้าหญิง แต่เมื่อคู่ครองไม่เป็นไปตามนั้น เราก็โกรธและบางครั้งก็ปฏิเสธไม่ยอมรับคู่ของเราเสีย และฝันหวานมองหาคู่ใหม่ที่เป็นไปได้ตามที่เราวาดฝันว่าเขาหรือเธอจะเป็นดั่งเจ้าชายหรือเจ้าหญิง แต่ก็ไม่เคยพบบุคคลแบบเจ้าชายเจ้าหญิงนั่นเสียทีเพราะไม่มีคนแบบนั้นในโลกนี้

ดังนั้นถ้าเราต้องการมีชีวิตคู่ที่ดี เราต้องยอมรับความจริง อย่างที่ข้าพเจ้าพูดเอาไว้ว่าความจริงคือ คนทุกคนมีทั้งจุดแข็งและจุดด้อย เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ไม่มีใครเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และคำสอนทั่วๆไปที่ศาสนาทุกศาสนาหรือปรัชญามนุษยนิยมสอนเอาไว้ในเรื่องความเมตตากรุณา ความเกรงอกเกรงใจผู้อื่น ความรัก ความอดทน ใจกว้างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้อภัย ศาสนาทุกศาสนาและปรัชญามนุษยนิยมทุกสำนักสอนเรื่องเหล่านี้เหมือนกันกับพุทธศาสนา

หลักการเดียวกันใช้ได้กับความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ถ้าท่านดีกับเพื่อนร่วมงานในที่ทำงาน (หรือถ้าท่านเป็นนายจ้างผู้อื่น ท่านดีกับลูกน้อง) ธุรกิจทั้งหมดก็จะดำเนินไปด้วยดี ถ้าท่านทำงานในห้างร้านค้าและเป็นคนใจดีและบริการดีต่อลูกค้า บรรยากาศทั้งหมดจะสดชื่นดูดีไปหมด ใช่ไหมครับ และถ้ามีความซื่อสัตย์กับการงานแล้ว คือไม่คดโกงผู้อื่น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีมากยิ่งขึ้น ใช่ไหมครับ ไม่ใช่คิดเอาแต่กำไร คิดแค่ทำมาหากินเพียงอย่างเดียว ประเด็นก็คือว่าไม่โลภอยากได้นั่นเอง 

เมื่อมีคนโกงเรา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำแบบนั้นกับเรา ท่านคาดหวังอะไร ในมุมมองพุทธศาสนา เราจะไม่พูดว่าคนเหล่านั้นเป็นคนเลว เราจะพูดเพียงว่าพวกเขาสับสนไปเท่านั้นเอง เกิดความสับสนในชีวิต ไม่เข้าใจว่าเมื่อทำแบบนี้แล้วปัญหามีแต่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้นในชีวิตของเขา ไม่มีใครชอบคนที่คดโกง ดังนั้นคนคดโกงเหล่านี้น่าได้รับการช่วยเหลือ น่าเห็นใจ ไม่ใช่ว่าพวกเขาน่ารังเกียจ ถ้าเรามองเขาด้วยความกรุณาและมีความอดทนอดกลั้นต่อพวกเขา เราก็จะไม่เจ็บใจเมื่อถูกโกง แต่ก็จะระมัดระวังตัวมากกว่าเดิมไม่ให้ถูกหลอกอีกในภายหน้า แต่ท่านคาดหวังอะไรจากคนเหล่านี้ คนส่วนมากจะเป็นแบบนั้น นั่นคือความจริง เราจะคิดไปในทางที่ดีเกินจริงว่าคนทุกคนจะซื่อสัตย์ ไม่มีใครจะซื่อสัตย์กันได้ทุกคน ถ้าทุกคนซื่อสัตย์ได้เหมือนกันหมดจะดีมาก แต่ไม่ใช่กันทุกคน ดังนั้นแล้วอย่างน้อยตัวเราเองควรพยายามมีความซื่อสัตย์

วิธีการนี้ใช้ได้กับคนที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธได้ไหม

เราต้องปฏิบัติดำเนินรอยตามธรรมในพุทธศาสนาในเรื่องสมาธิและพิธีกรรมอย่างเคร่งครัดหรือเปล่าเพื่อได้ชื่อว่าได้นำเอาวิธีการพุทธศาสนามาใช้ จริงๆแล้วไม่จำเป็นหรอกครับ เราไม่ต้องฝึกปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดเพื่อนำเอาคำสอนมาประยุกต์ใช้ องค์ดาไลลามะตรัสอยู่เสมอถึงจริยธรรมทางโลกที่ข้ามพ้นศาสนาและคุณค่าของมนุษย์ที่เป็นสากล คือ ความเมตตา ความมีสติมีปัญญา มีความรู้ ไม่ใช่ไม่ประสีประสาไม่รู้เรื่องอะไร ไม่คิดปรุงแต่งเกินจริงหรือเพ้อฝัน และอื่นๆ ข้อเหล่านี้เป็นข้อแนะนำที่ทุกคนสามารถปฏิบัติทำได้ 

และเมื่อเราพูดถึงสมาธิ เรากำลังพูดถึงวิธีการช่วยให้เราคุ้นเคยกับการคิดแบบนี้โดยนั่งลงและพยายามคิดเช่นนั้น และเมื่อใจลอย ก็ให้สติดึงใจที่ล่องลอยกลับคืนมา ท่านสามารถทำได้ในขณะที่นั่งทำสมาธิและจดจ่อกับพระพุทธเจ้าหรือกับลมหายใจ แต่ท่านก็ทำแบบนั้นได้ในขณะอ่านหนังสือ ทำอาหาร หรือทำอะไรก็ตาม ในขณะทำอาหาร ก็ให้จดจ่อกับการทำอาหาร เมื่อใจลอยไปคิดเรื่องอื่นที่บ้าๆบอๆ ก็ดึงใจกลับมาใหม่ กลับมาจดจ่อที่การทำอาหาร การปฏิบัติสมาธิที่ติดยึดรูปแบบไม่จำเป็นเลย มีหลายๆวิธีที่ท่านอาจคุ้นเคยและทำได้ดีกว่าตามแนวทางที่ท่านคิดและดำเนินกิจกรรม โดยที่ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดในแบบแผนที่เป็นทางการหรือตามแบบแผนจารีตพิธีกรรมพุทธศาสนา

นี่คือแนวทางที่เรานำธรรมะมาปรับใช้ในชีวิต เป็นเครื่องป้องกันเราออกห่างจากปัญหา ท่านใดมีคำถามที่จะถามไหมครับ

คำถาม

การตระหนักรู้ตัวทั่วพร้อมในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก

เราจำเป็นต้องมีสติสมาธิตลอดเวลาหรือเปล่าครับเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา

ในความหมายนั้น ถูกต้องครับ แต่ยังไม่ทั้งหมด ดั่งตัวอย่างว่าเราอาจมีสติสมาธิตะโกนด่าคนหรือทุบตีใคร คือมีสติสมาธิในการทำแบบนั้นซึ่งยังไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของความหมายการมีสติและสมาธิ เราจำเป็นต้องตื่นรู้ตัวในสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ได้แก่ความคิดและความรู้สึก และในขณะเดียวกันต้องเกิดสติรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัวเราและกับผู้อื่น เมื่อคนในบ้านไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรักหรือใครก็ตามกลับบ้าน ท่านเห็นว่าเขาดูเหนื่อยล้ากลับมา ท่านต้องว่องไวทั้งในเวลาและเหตุการณ์นั้น ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะสนทนาพูดคุยเรื่องสำคัญ พวกเขากำลังเหนื่อยกัน ดังนั้นท่านต้องตื่นรู้มีสติสมาธิใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวผู้อื่น ไม่ใช่รู้แค่เรื่องของตัวเอง 

ดังนั้นเราไม่ไปสุดโต่งคือรู้ตระหนักถึงเรื่องของตนเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ตระหนักรู้ใส่ใจเรื่องของผู้อื่น หรือทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามในทางสุดโต่งกลับกันคือ ใส่ใจเรื่องผู้อื่นอย่างเดียวไม่สนใจเรื่องของตนเอง มีคนเป็นอันมากที่เป็นโรคที่ “ปฏิเสธ” คนไม่เป็น บริการทำให้กับคนอื่น หรือกับครอบครัว หรือกับใครๆตลอดเวลาจนเหนื่อยล้าหมดแรงและไปไม่ไหวจนเกิดความโกรธความไม่พอใจตามมา การใส่ใจในความรู้สึกและความต้องการของตนจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน เมื่อถึงคราวที่ต้องพัก เราต้องพูดไปว่า “ขอโทษครับ ข้าพเจ้าทำไม่ได้นะครับ มันมากเกินไป ไม่สามารถทำได้ครับ” ต้องตอบ “ปฏิเสธ” ไป จริงๆแล้วเมื่อเรากล่าวตอบ “ปฏิเสธ” นั่นคือทางเลือกอื่นอีก กล่าวคือเป็นข้อเสนอแนะว่า “บางทีอาจจะมีคนอื่นช่วยเหลือคุณได้ในเรื่องนี้”

สรุปแล้ว ขอให้ตื่นตระหนักรู้เท่าทันกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน และนำเอาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ความรักและความเมตตากรุณามาใช้ในการดำเนินชีวิต

การจัดการดูแลความโกรธ

ท่านพูดถึงเรื่องการทำความสะอาดกวาดพื้นบ้านว่าเป็นวิธีการหนึ่งในการจัดการดูแลความโกรธหรืออารมณ์ที่เสีย แต่ท่านชี้บอกว่าพุทธศาสนามีวิธีการที่ละเอียดลึกซึ้ง ช่วยชี้บอบแนวทางได้ไหมครับถึงวิธีการที่ลึกซึ้งนั้น

ครับ การจัดการดูแลความโกรธในข้อละเอียดลึกซึ้งเมื่อเราโกรธขึ้นมาคือต้องพัฒนาบ่มเพาะความอดทนอดกลั้น แล้วเราจะพัฒนาบ่มเพาะความอดทนอดกลั้นได้อย่างไร ทำได้หลายทางแต่มีวีการหนึ่งเรียกว่า “ความอดทนเป็นเหมือนเป้า” “ถ้าไม่ตั้งเป้าเอาไว้แล้ว ก็จะไม่มีใครพิชิตเป้านั้น” ยกตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้าขอให้ท่านทำบางเรื่องให้หน่อย แต่ท่านทำผิด ตัวข้าพเจ้าเองน่าจะโกรธท่านที่ทำงานผิด หรือว่าท่านละเลยไม่ได้ทำงานที่ข้าพเจ้าขอให้ทำเลย ดังนั้นเป็นความผิดของใคร จริงๆแล้วเป็นความผิดของข้าพเจ้าเองเพราะขี้เกียจไม่ทำงานนั้นด้วยตนเอง แต่ไปขอร้องให้ท่านทำแทน ดังนั้นผมจะไปคาดหวังอะไรเมื่อขอให้คนอื่นมาช่วยทำงานบางอย่าง ท่านคาดหวังอะไร เหมือนกับว่าท่านขอให้เด็กสองขวบเอาน้ำชาร้อนๆมาให้หน่อย และเด็กนั้นก็ทำน้ำชาหก แน่นอนครับมันต้องหกแน่นอนอยู่แล้วครับ ฉันใดก็ฉันนั้น เราจะไปคาดหวังอะไรเมื่อขอร้องให้คนอื่นช่วยเหลือ

ดังนั้นข้าพเจ้าคิดได้ว่าเป็นเพราะตนเองขี้เกียจเอง ปัญหาจึงเกิด ท่านไม่ได้โกรธใคร และข้าพเจ้าตระหนักตัวว่าเมื่อถามท่านให้ช่วยทำงานให้ เป็นเพราะอาจจะขี้เกียจทำด้วยตัวเองหรือไม่มีเวลาทำ ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตามประเด็นก็คือว่าข้าพเจ้าไม่ควรไปคาดหวังว่างานที่ให้คนอื่นช่วยนั้นจะสมบูรณ์ดี เพราะว่างานนั้นที่ผมทำเสียเองก็อาจจะไม่ถูกต้องในตอนท้าย ข้าพเจ้าอาจทำผิดก็ได้ และเมื่อตัวเองทำผิด ก็ไม่ต้องไปถือโทษโกรธตนเองที่ทำผิด “ฉันไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีใครเป็นคนสมบูรณ์แบบ แน่นอนที่ว่า ข้าพเจ้าทำผิด” ดังนั้นท่านเพียงแต่ยอมรับความจริงนั้นเสีย “ฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ทำผิดพลาดได้ ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ทำผิดพลาด” และถ้าแก้ไขมันได้ ก็จงแก้ไขไป ไม่ต้องโกรธโทษตนเอง มันไม่ใช่เรื่อง เพียงแต่แก้ไขข้อผิดพลาดนั้นเสียถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องทิ้งเอาไว้อย่างนั้นและระมัดระวังไม่ทำอีกในครั้งหน้า

การจัดการความโกรธในระดับที่ละเอียดลึกซึ้งนั้นต้องเข้าใจถึงความจริงถึงตัวท่านเอง ในตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงในระดับง่ายๆ แต่แม้จะเป็นระดับที่ง่ายมันก็ช่วยได้มาก “ฉันไม่ทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทำไมต้องได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ ทำไม ฉันพิเศษกว่าคนอื่นอย่างไรที่ต้องได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ แล้วคนอื่นล่ะ พวกเขาไม่ต้องการอย่างนั้นหรือ” เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว ท่านเริ่มล้มล้างความคิดที่ฝังแน่นใน “ตัวกูของกู” ว่าสำคัญที่สุดในจักรวาล  “ตัวกู” ที่จับต้องได้นี้ แน่นอนครับ และหลังจากนั้นท่านสามารถล้มล้างสละเรื่องอื่นเป็นอันมากได้หลายเรื่อง ยามใดที่ท่านเกิดมี “ตัวกูของกู” ขึ้นมาที่เป็นสสารจับต้องได้นี้ และต้องได้ในสิ่งที่ต้องการอยู่เสมอ ท่านโกรธเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ถูกต้องไหมครับ

พุทธศาสนาพูดอย่างมากถึงเรื่องว่าเราและคนอื่นดำรงอยู่ได้อย่างไร เรามีชีวิตอยู่แต่ไม่อยู่ตามแบบที่ “ตัวกูของกู” คิดปรุงแต่งโดยไม่มีอยู่จริง “ตัวกูของกู” นั่งคิดพูดคุยอยู่ในหัวและเป็นเจ้าของเสียงนั้น มันดูเหมือนว่ามี “ตัวฉัน” น้อยๆนี้พูดบ่นอยู่ข้างใน  “ฉันควรจะทำอะไรดี โอ้ ทำแบบนั้นดีกว่า” และหลังจากนั้นท่านเคลื่อนไหวร่างกายราวกับว่าร่างกายเป็นเครื่องจักรกล แต่นั่นเป็นภาพลวงตา  “ตัวฉัน” น้อยๆที่อยู่ข้างในนั้นไม่มีอยู่จริง หาไม่พบ ใช่ไหมครับ แต่อย่างไรก็ตามฉันก็ยังคงมีอยู่ ฉันพูด ฉันทำ ดังนั้นเราต้องกำจัดความเชื่อในการคิดปรุงแต่งเสมือนจริงนี้เสีย มันเหมือนเป็นจริงมาก มีเสียงพูดข้างในจะต้องมีคนอยู่ในนั้นแน่นอน

ดังนั้นพุทธศาสนาจึงมีคำตอบมากมายในประเด็นเนื้อหาทาง “จิตวิทยา”

การดูแลร่างกาย

ข้าพเจ้ามีคำถามสองคำถาม คำถามแรกคืออยากให้ท่านพูดสักเล็กน้อยถึงเรื่องการดูแลร่างกาย ท่านได้พูดว่าเราต้องให้ร่างกายได้รับการผ่อนคลาย แต่บางทีแล้วเราต้องทำกิจให้มากกว่านี้ คำถามข้อสอง จิตที่คิดปรุงแต่งเกินจริงเกิดจากอะไร แหล่งที่มาของการคิดปรุงแต่งนี้คืออะไร เช่นว่า คนๆนี้พูดคุยในหัว ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

แน่นอนครับว่ามีศาสตร์หลายแขนงที่เรานำมาใช้กับสุขภาพทางกาย ตัวอย่างเช่นการแพทย์พุทธศาสนาที่ปรากฏในตำรับยาสมุนไพรของธิเบต มียาสมุนไพรที่ช่วยให้พลังงานร่างกายของเราเกิดความสมดุล พลังงานและสุขภาพได้รับผลกระทบอย่างมากจากอาหารที่รับประทานเข้าไปและจากพฤติกรรมการกระทำ เช่นว่าออกไปข้างนอกที่มีอากาศหนาวเย็นแต่ท่านไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นเพียงพอ จึงไม่สบายเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา เรากำลังพูดถึงพฤติกรรมบางอย่าง หรือการทำงานเกินกำลัง พฤติกรรมบางอย่างทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้

เราพยายามให้ร่างกายคงสภาพตื่นตัวตื่นรู้ตลอด ยิ่งภายในตัวท่านเงียบสงบมากเท่าใด จิตใจของท่านก็พร้อมตื่นตัวมากเท่านั้น รวมทั้งสภาพของพลังงานในร่างกาย เมื่อท่านสังเกตเห็นว่าพลังงานในตัวท่านเกิดความเครียดวิตกกังวล ชีพจรเต้นแรง วิธีง่ายๆที่ท่านสามารถทำได้คือ หรือแม้แต่กระทั่งปรับอาหารการกินของท่านเสีย เช่น เลิกดื่มกาแฟหรือชาที่ออกฤทธิ์แรง ลดละอาหารจำพวกไขมันที่ให้พลังงานสูงเช่นจำพวกเนยแข็งหรืออื่นๆ อยู่ในสถานที่ช่วยให้ร่างกายได้อบอุ่น ไม่มีลมพัดแรงหรือกรรโชกแรง อยู่ห่างจากเครื่องจักรกลที่ส่งเสียง “ปรือออออ” ตามนั้นเพราะจะรบกวนพลังงานภายในมากกว่าเดิม ให้อยู่ในที่เงียบสงบ นี่คือการปฏิบัติในแนวทางนั้น

พุทธศาสนาแบบธิเบตไม่ได้เน้นถึงการออกกำลังกายทางร่างกายเหมือนกับประเพณีพุทธศาสนาของจีนหรือญี่ปุ่นที่มีเรื่องศิลปะการต่อสู้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ศิลปะการต่อสู้บางประเภทเช่นไทจี้ ชี่กงมีประโยชน์มาก เพราะศิลปะการต่อสู้เหล่านั้นมีวิธีการในการพัฒนาสติและสมาธิขณะเคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังกายแบบธิเบตจะค่อนข้างละเอียดกว่าเพราะเกี่ยวกับระบบพลังงานหลายๆด้าน ไม่ใช่ในทางศิลปะป้องกันตนเอง ค่อนข้างแตกต่างออกไป คล้ายๆกับการเล่นโยคะที่เราจัดการดูแลร่างกาย

แหล่งที่มาของเสียงในหัว 

สำหรับเสียงที่ได้ยินในหัว ข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของจิต เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนซับซ้อน ในพุทธศาสนา เมื่อพูดถึงเรื่องจิต เราไม่ได้หมายถึงจิตที่เป็นลักษณะแบบที่เข้าใจกันว่าเป็นเอกเทศเป็นอมตะเป็นนิรันดร์หรืออะไรทำนองนั้น เรากำลังหมายถึงจิตที่เกิดจากกระบวนการการทำงานทางใจโดยอาศัยการคิด การเห็นพร้อมกับอารมณ์และความรู้สึก มันกว้างมากๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในกิจกรรมนั้นคือการเกิดขึ้นของภาพองค์รวมสามมิติหรือโฮโลแกรมที่เป็นกระบวนการทำงานของใจ ตัวอย่างเช่น การเห็นของเราเกิดจากการที่แสงตกกระทบสิ่งต่างๆแล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเราทางเลนส์ตา ทำให้เกิดภาพบนเรตินา ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นทางไฟฟ้าและปฏิกิริยาเคมีที่นิวรอน จึงเกิดภาพที่ดูเหมือนเป็นองค์รวมสามมิติหรือโฮโลแกรมขึ้น แต่นั่นเป็นภาพองค์รวมสามมิติจริงๆที่เกิดจากการทำงานของจิตจากแรงกระตุ้นหลายๆด้านทั้งทางเคมีและกระแสไฟฟ้า 

แต่ภาพโฮโลแกรมหรือภาพองค์รวมสามมิตินี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพวัตถุ มันอาจเป็นเสียงหรือคำก็ได้ เราไม่ได้ยินประโยคทั้งหมดในเวลาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เราได้ยินส่วนย่อยของคำแต่ละคำในขณะหนึ่งเวลาหนึ่ง แต่ก็มีโฮโลแกรมของประโยคทั้งหมดเลยทำให้ความหมายทั้งหมดในประโยคนั้นเป็นที่เข้าใจ และเช่นเดียวกัน มีโฮโลแกรมในทางอารมณ์ ในทางความคิด และในทางคำพูดหรือเสียงที่ได้ยิน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมา มีวิญญาณหรือการรับรู้เกิดขึ้นร่วมด้วย นั่นคือที่มาของความหมายถึงการเห็น การคิด หรือรู้สึก จิตทำงานดำเนินไปเรื่อยๆได้ถึงแม้ว่าจะไม่มี “ตัวฉัน” ที่แยกออกจากการทำงานของจิตที่รับรู้อารมณ์ทำหน้าที่เห็น ได้ยิน รู้ ที่กำลังเฝ้าดู กำลังควบคุมและตัดสินใจ มันเกิดขึ้นตามนั้น ดังนั้นบางส่วนของโฮโลแกรมคือตัวความคิดของ “ตัวฉัน” “คือเสียงของฉัน” จะมีใครล่ะที่กำลังคิดอยู่ ฉันกำลังคิด ไม่ใช่ท่านที่กำลังคิด แต่เป็นตัวฉันที่คิด แต่ตัวฉันนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมดของโฮโลแกรม

เสียงพูดในหัวมาจากไหน เสียงนั้นคือหนึ่งในองค์กระกอบของการทำงานของจิต เสียงนั้นไม่ใช่การทำงานของจิตทั้งหมด เสียงนั้นไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา และข้าพเจ้าเองก็สงสัยว่าตัวหนอนมันคิดมีเสียงไหม แน่นอนว่าตัวหนอนนั้นมีสมอง มีจิต เห็นและทำสิ่งต่างๆได้ด้วยเช่นกัน

จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมากเมื่อคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ โฮโลแกรมที่เป็นเสียงเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร ใช่ไหมครับ มันเป็นรูปแบบทางความคิดที่แสดงออกทางความคิดหรือสื่อสารความคิดในรูปแบบของเสียงของคำพูดที่จิตทำงาน คำถามที่น่าสนใจคือ คนที่หูหนวกเป็นใบ้ตั้งแต่เกิดและไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับเสียง จะเกิดเสียงในหัวของคนเหล่านี้ไหม หรือว่าพวกเขาคิดไปในทำนองภาษามืออย่างนั้นหรือเปล่า คำถามนี้น่าสนใจ ผมก็ยังหาคำตอบยังไม่ได้

ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือภาษามือ อะไรก็แล้วแต่ หรือว่าตัวหนอนมันจะคิดได้อย่างไรนั้น ภาพมายาก็คือว่ามี “ตัวฉันหรือตัวกูของกูนี้” ที่แยกเป็นอิสระเอกเทศที่กำลังพูด นั่งอยู่หน้าแป้นพิมพ์ และมีข้อมูลปรากฏบนหน้าจอเพราะตามองเห็น มีไมโครโฟนที่พวกเขาใช้พูด และตัวฉันหรือตัวกูนี้ควบคุมกดปุ่ม แขนขามือไม้จึงเคลื่อนไหวขยับได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไม่จริงเอาเลย เป็นเรื่องหลอก แต่ว่ามี “ตัวฉันตัวกู” ที่นั่งอยู่หน้าแป้นพิมพ์และเป็นประธานตัวการคิดว่า  “โอ้ คนเหล่านั้นจะคิดอย่างไรเกี่ยวกับฉัน” และ “ฉันควรจะทำอย่างไรดี” พวกเราต่างวิตกกังวลถึง “ตัวฉัน” ที่อยู่บนหน้าแป้นพิมพ์

เมื่อเราตระหนักรู้ว่า “ตัวฉัน” ก็คือมายาภาพ ดังนั้นแล้วไม่มีอะไรที่จะต้องไปกังวลไปเราพูด เราทำ แน่นอนครับ มันคือตัวฉัน ฉันพูด ฉันทำ และถ้าคนไม่ชอบในสิ่งที่ฉันพูดและทำ เขาก็ไม่ชอบ แล้วอย่างไรล่ะครับ พระพุทธเจ้าไม่สามารถเอาใจให้คนทุกคนพึงพอใจได้ ไม่มีคนทุกคนชอบพุทธเจ้า ดังนั้นแล้วฉันจะคาดหวังอะไรกับท่าน เราเพียงแต่ใช้ความเข้าใจ ความรัก ความเมตตา และเราก็ทำ ก็มีอยู่แค่นั้น ไม่ต้องไปกังวลว่า “พวกเขาจะคิดอย่างไรกับฉัน” ฟังแล้วดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายเอาเลยนะครับ

ควบคุมตนเองเมื่อผู้อื่นโกรธ

เมื่อมีใครโกรธเรา เราจะควบคุมตนเองอย่างไร

โดยเบื้องต้น มองคนที่โกรธเหล่านั้นเป็นเด็กน้อย เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบโกรธเราเมื่อบอกเขาว่า “ถึงเวลาเข้านอนแล้ว” แต่เด็กกลับตอบว่า “หนูเกลียดคุณ คุณแย่มาก” และทำตัวเอะอะโวยวาย เมื่อเป็นแบบนี้เราจะโกรธกลับไหม บางคนอาจจะโกรธ แต่เขาเป็นเด็กอายุ 2 ขวบนะครับ จะไปคาดหวังอะไรกับเด็กเหล่านี้ แค่พยายามทำให้เด็กเล็กเหล่านี้สงบอารมณ์ลง จงอ่อนโยนกับคนที่โกรธเหมือนกับคุณทำกับเด็กอายุ 2 ขวบ คิดเสียว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขาที่อายุ 2 ขวบนั้น เมื่อเด็ก 2 ขวบดื้อดึงแสดงความโกรธออกมา สิ่งที่คุณทำคือ อุ้มเขาขึ้นมากอดและให้ความรักแก่พวกเขา เด็กก็จะสงบลง ใช่ไหมครับ การไปตะโกนดุด่าว่ากล่าวพวกเขามีแต่จะทำให้เด็กนั้นร้องไห้ไปกันใหญ่ ดังนั้นคนทั่วๆไปก็เหมือนกับเด็กเล็กที่โตเหล่านี้

Top