วิธีจัดการกับความเครียดวิตกกังวล

โลกใบนี้ดูเหมือนกับจะเป็นสถานที่บ้าบอเข้าไปทุกที หากดูข่าวประจำวัน  ผู้ก่อการร้ายจะเข้าโจมตี  เศรษฐกิจกำลังจะพังพินาศ และคงไม่ต้องพูด ถึงเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม  ข่าวเหล่านี้ก็ทำให้เราอยากนอนอยู่แต่ในบ้านทั้งสัปดาห์ ไม่อยากทำอะไร หรือออกไปไหน

ที่กล่าวมานั้นคือโลกภายนอก แต่นี่ เราต้องมาจัดการดูแลกับชีวิตตนเองอีก เราจะไปเที่ยวที่ไหนดีในวันหยุดพักร้อนหน้านี้ เราจะทำตัวอย่างไรดีถ้าต้องเจอกับ เพื่อนร่วมงาน ที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งใหม่ เป็นตำแหน่งที่เราเคยอยากได้เต็มที เราจะทำอย่างไรกับชีวิตของตนเองดี

เมื่อเรายังอยู่ในวัยเยาว์ มีคนบอกว่าเราสามารถเป็นได้ทุกอย่างอย่างที่อยากเป็น “เดินตามความฝัน” จะมีสักกี่คนที่ทำฝันให้เป็นจริงได้ จะมีพวกเราสักกี่คนที่เฝ้าติดตาม ในโลกโซเชียลมีเดีย เกิดความอิจฉาคนที่ใช้ชีวิตตามความฝันได้ ได้แก่พวกที่เที่ยวเล่น ตามชายหาดในวันหยุดพักร้อน หรือพวกที่มีฟันขาวจั๊ว คนเหล่านี้ได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการ แต่ในขณะที่เราต้องทำงานอย่างน่าเบื่อในที่ทำงาน ไปไหนไม่ได้

ความคิดเรื่อง “ความสุข” ดูเป็นเรื่องเทพนิยายหรือเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ ที่ว่า หากเราทำงาน ณ ตอนนี้ ก็จะเสพสุขในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน แต่ทว่า ไม่ว่าเรา จะทำงานหนักสักปานใด ก็ไม่รับประกันว่าเราจะมีความสุข บางคนเรียนจบปริญญาเอก แต่ลงท้ายทำงานที่ร้านแมคโดนัลด์ บางคนมีฐานะมีเงินทองและมีชื่อเสียงอย่างมาก แต่ลงท้ายกลับเป็นโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตายในที่สุด เรื่องราวทั้งหมดนี้ นำความวิตกกังวล มาสู่ชีวิต และกลายเป็นความวิตกกังวลของสังคม โดยที่เรามักจะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เราพบคนอื่น แต่เกิดความไม่สบายใจ ไม่มั่นคงหรือปลอดภัย เรามักจะ หลบซ่อนตนเองเล่นอยู่กับมือถือ

มันกลายเป็นโรคระบาดไปแล้วในเวลานี้ แม้จะไม่อันตรายเหมือนโรคเอดส์ โรคมะเร็ง หรือโรคซึมเศร้า แต่โรคความเครียดวิตกกังวลนี้ ทำให้เราหมดพลังไป เรารู้สึกไม่สบาย ส่งผลให้เราสูญเสียสมาธิ และเฉไฉไปกับข่าวในโทรทัศท์ หรือกับเล่นเฟสบุค ทั้งหมดนี้เป็น เพราะว่าเราทนไม่ได้ที่จะอยู่คนเดียวกับความคิดตน เราอยากมีหูฟัง และฟังดนตรีจากหูฟัง ตลอดเวลา เพื่อให้ตนเองทนได้

มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ พวกเราทั้งหลายต่างขอบคุณกับสิ่งที่ได้รับในชีวิต เราไม่ควรไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่ความจริงแล้ว ความหมายที่แท้จริงคืออะไร เราจะเอาชนะความวิตกกังวลนี้ได้อย่างไร

ถอยหลังออกมา

เราจำต้องถอยออกมา และเฝ้าเพ่งพินิจและวิเคราะห์ชีวิตของตนดู ฟังดูแล้วน่าเบื่อ แต่เราจะไม่ทำก็ไม่ได้ เราต้องการอะไรในชีวิต คงไม่มีเส้นทางเดียวที่ถูกกับคนทุกคน แต่ก็มีคนที่ได้พบ หรือไปมาแล้วก่อนหน้าเรา เราอาจจะอยากเป็นนักร้องเพลงร็อค แต่นั่นเราจะมีความสุขจริงๆหรือ เมื่อมีพวกนักข่าวปาปารัสซี่ติดตามเราตลอดเวลา 24  ชั่วโมง ตลอด 7 วัน แล้วนักร้องเพลงร็อคจะยังคงมีความสุขดีอยู่อีกหรือเปล่าในอนาคต มีนักร้องกี่คนที่ติดเหล้าติดยา เราคงต้องกลับมาคิดให้ดีว่า เราจะทุ่มทั้งแรงกายแรงใจ และเวลาอยู่อีกหรือไม่เพื่อเป็นนักร้อง แต่ลงเอยแบบนั้น  

มองหาแบบอย่างที่ดี

หากเราพบหนทางของการดำเนินชีวิตที่มีความสุขและมีค่ามีความหมายกว่า ขั้นต่อไปคือ มองหาคนที่จะช่วยทำให้เป็นจริง หากเราจะเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ เราต้องฝึกซ้อมปฏิบัติ ณ ตอนนี้ เราคงลืมไปแล้วว่า แม้แต่จะเดินให้เป็น เราก็ต้องฝึกเดินมาก่อน ประเด็นที่จะสื่อก็คือ ไม่มีเหตุ ก็ไม่มีผล การไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้นั้น ต้องอาศัยการอุทิศตน แบบอย่างที่ดี จะช่วยให้เราได้ข้อแนะนำ และเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ

ช่วยเหลือผู้อื่น

การที่คนหนึ่งจะหมกหมุ่นอยู่กับความคิดและความต้องการของตนเป็นเรื่องง่าย เรามักจะคิดในสิ่งที่อยากได้หรือต้องการในชีวิต และในแต่ละครั้ง หากมีคนขัดขวาง  เราก็สติแตก ส่วนใหญ่คนที่วิตกกังวล คือคนที่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ทางแก้คือ การเข้าไป ผูกสัมพันธ์ใส่ใจคนอื่น หากเราคิดถึงตนเองเพียงฝ่ายเดียว เราก็มีแนวโน้มที่จะทุกข์ระทม ในทางกลับกัน การช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสุดใจ เป็นข้อพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า ช่วยลดความเครียดความวิตกกังวล และเพิ่มความสุขมากยิ่งขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่ เพียงแค่ยิ้มให้กับใครบางคนที่เขาหรือเธอเศร้าทั้งวัน หรือกล่าวขอบคุณด้วความจริงใจ แค่นี้ก็ช่วยให้เกิดความรู้สึกดีขึ้นทั้งสองฝ่าย แต่ทว่าอย่าทำ เพียงแค่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ทำเพราะอยากทำอย่างจริงใจ เพื่อให้วันนั้นของเขา หรือเธอเป็นวันแห่งความสุข หลังจากนั้น มาดูต่อไปว่าสภาพจิตใจของตนเป็นอย่างไรบ้าง

เข้าใจว่าเราคือใคร

พวกเราทั้งหมดชอบคิดว่าตนเองพิเศษ แตกต่างจากผู้อื่น แต่จริงๆแล้ว พวกเรา เหมือนกันหมด เมื่อเรากล่าวว่า “เข้าใจว่าเราคือใคร” จริงๆแล้วมีความหมายว่า พวกเราทั้งหมดคือใคร พวกเราทั้งหมดต่างมีปัญหาเหมือนกัน ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีอยู่จริง อย่าเชื่อทุกสิ่งที่คุณคิด ก็คล้ายๆกับเราไม่เอารูปที่ตนเองดูไม่ดีมาอวด คนอื่นก็ทำเหมือนกันกับเรา เรากลัวว่าจะถูกเยาะเย้ยในที่สาธารณะ ลองเดาสิว่าคนอื่น จะรู้สึกอย่างไรเช่นกัน สรุปก็คือ คนอื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่อยากถูกเยาะเย้ยในที่สาธารณะ แม้ว่าเราจะดำเนินชีวิตในยุคที่กรอกหูกรอกตาให้เชื่อในชีวิตสมบูรณ์แบบ แต่เราอย่าไปหลง เชื่อ เมื่อเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่องเหล่านี้ และพยายามช่วยคนอื่นให้มีความสุขอย่างสุดใจ เพื่อชีวิตมีค่ามีความหมาย อาการเครียดวิตกกังวลที่เกิดขึ้นก็จะหมดไปเอง

Top